โทเคไนซ์สินทรัพย์จริงหรือ *โทเคไนซ์ RWA(Real World Assets)* กำลังขยับจากขั้น ‘พูดถึงความเป็นไปได้’ สู่การ ‘ใช้งานจริง’ อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว บรรยากาศในงาน TokenizeThis 2026 สะท้อนชัดว่า ความสนใจของบรรดาบริษัทจัดการกองทุนไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “จะทำหรือไม่ทำ” อีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็น “จะเอาไปใช้กับอะไร และใช้อย่างไร” แทน
แม้ในช่วงจัดงาน ราคาบิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวแคบๆ แถว 6 หมื่นดอลลาร์ แต่หัวใจของวงเสวนาอยู่ที่ ‘ประโยชน์เชิงปฏิบัติของโทเคไนซ์’ มากกว่าราคาตลาด ปัจจุบันมูลค่ารวมของสินทรัพย์จริงที่ถูกโทเคไนซ์ทะลุ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 6 เท่าเมื่อเทียบกับต้นปี ตามรายงานสถาบันร่วมของ EY และ โคอินเบส(Coinbase) สัดส่วนบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการด้านโทเคไนซ์ขยับจาก 40% เมื่อปีก่อน มาอยู่ที่ 64% ในปีนี้
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพลิกบรรยากาศคือ ‘ทิศทางกฎระเบียบ’ หลังการออกกฎหมาย GENIUS ที่นิยามสถานะทางกฎหมายของสเตเบิลคอยน์ประเภทชำระเงินได้ชัดเจนขึ้น สายตาตลาดหันไปจับตา ‘กฎหมาย CLARITY’ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในวุฒิสภาในฐานะจุดเปลี่ยนถัดไป มาร์ซิน คาชเมียร์จัก( Marcin Kazmierszak) ผู้ร่วมก่อตั้งเรดสโตน(RedStone) มองว่า “CLARITY จะเป็นจุดตั้งต้นให้สินทรัพย์หลากหลายประเภทถูกย้ายขึ้นมาอยู่บนเชนได้” พร้อมประเมินว่า ตลาดอาจขยายตัวได้สูงสุดถึงระดับ 100 เท่าหากกรอบกฎหมายลงล็อก
‘ความคิดเห็น’ กฎเกณฑ์เริ่มเอื้อต่อการทดลองใช้จริง และตัวเลขฝั่งสถาบันชี้ชัดว่า โทเคไนซ์ RWA กำลังกลายเป็นกลยุทธ์หลัก มากกว่าการทดลองเล็กๆ ข้างโต๊ะ
‘เงินสด–หลักประกัน’ จุดเริ่มต้นของการใช้งานจริง
ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของการโทเคไนซ์เริ่มเห็นชัดใน ‘ตลาดหลักประกัน’ และ ‘ตลาดเงินระยะสั้น’ โรเบิร์ต ครุกแมน(Robert Krugman) แห่งโบรดริดจ์(Broadridge) เผยว่า ขณะนี้บนแคนตัน เน็ตเวิร์ก(Canton Network) มีธุรกรรม *รีโป (repo) ที่โทเคไนซ์* หมุนเวียนกันวันละราว 3,700,000 ล้านดอลลาร์ แม้เทียบกับทั้งตลาดรีโปสหรัฐที่มีขนาดราว 12 ล้านล้านดอลลาร์แล้วจะยังเป็นเพียงส่วนเล็ก แต่ถือเป็นกรณีใช้งานจริงที่จับต้องได้
ด้าน อามิ เบนเดวิด(Ami Ben David) จากโอว์เนอรา(Ownera) ชี้ให้เห็นความต่างเชิงประสิทธิภาพว่า โครงสร้างที่ “กู้เงิน 5 นาที จ่ายดอกเบี้ยแค่ 5 นาที” เป็นสิ่งที่ระบบการเงินเดิมทำได้ยากหรือแทบทำไม่ได้ จึงสะท้อนให้เห็นศักยภาพของ ‘โปรแกรมเมเบิล ไฟแนนซ์ (Programmable Finance)’ ที่ช่วยลดทั้งต้นทุนและเวลาไปพร้อมกัน
ฝั่งบริษัทจัดการกองทุนรายใหญ่เริ่มมองโทเคไนซ์ด้วยเกณฑ์ ‘คุณภาพผลิตภัณฑ์’ แทนความตื่นเต้นกับเทคโนโลยี คริสติน มอย(Christine Moy) จากอะพอลโล(Apollo) เล่าว่า การทดลองใช้กองทุนปล่อยกู้ภาคเอกชนแบบโทเคไนซ์ ทำให้เห็น “พลังพิเศษของสินทรัพย์บนเชน” อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใส่สภาพคล่องในสินทรัพย์ที่เดิมแทบไม่มีตลาดรอง และการนำโทเคไนซ์สินทรัพย์ไปใช้เป็นหลักประกันบนโปรโตคอลดีไฟอย่าง เอฟ(AAVE)
ในฝั่งการเงินองค์กรก็เริ่มขยับ เมเรดิธ แฮนนอน(Meredith Hannon) จากวิสดอมทรี(WisdomTree) เปิดเผยกรณีที่บริษัทก่อสร้างสัญชาติสหรัฐใช้ *โทเคไนซ์กองทุนตลาดเงิน (Tokenized Money Market Fund)* ในการชำระเงินให้คู่ค้าในอาร์เจนตินา ทำให้ฝั่งผู้รับเงินไม่เพียงได้รับชำระทันที แต่ยังถือครองสินทรัพย์ที่สร้างดอกผลต่อได้ในตัว
ไรอัน รักก์(Ryan Rugg) จากซิตี้แบงก์(Citi) เสริมมุมมองลูกค้าว่า ผู้ใช้งานองค์กรไม่ได้ต้องการ *โทเค็นของธนาคารใดธนาคารหนึ่ง* หากแต่ต้องการ ‘เครือข่ายหลายธนาคารที่เชื่อมถึงกัน’ เพื่อให้เคลื่อนย้ายสินทรัพย์ได้คล่อง นั่นทำให้ *การทำงานร่วมกันของระบบ (Interoperability)* กลายเป็นเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
‘ความคิดเห็น’ Use case ฝั่งเงินสดและหลักประกันกำลังพิสูจน์ว่าการโทเคไนซ์ไม่ใช่แค่แนวคิดทดลอง แต่สร้างประโยชน์เชิงต้นทุน–สภาพคล่องได้ทันทีเมื่อเชื่อมถึงโครงสร้างพื้นฐานเดิม
โจทย์ใหญ่ที่ยังค้าง: ‘การกระจายขาย–การกำกับดูแล–การเชื่อมต่อกันของระบบ’
แม้อุตสาหกรรมจะโตเร็ว แต่รายการบ้านที่ยังต้องเคลียร์ก็ชัดเช่นกัน ประเด็นแรกที่ถูกพูดถึงคือ ‘โครงสร้างการกระจายขาย’ ของโทเคไนซ์สินทรัพย์ นักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มต้นบนโลกการเงินด้วยคริปโตและกระเป๋าเงินดิจิทัล ไม่ใช่บัญชีโบรกเกอร์แบบเดิม ทำให้บรรดาบริษัทจัดการสินทรัพย์ต้องคิดใหม่ว่าควรเข้าไปพบลูกค้าบนแพลตฟอร์มแบบไหน
ด้านกฎเกณฑ์และคอมพลายภายในองค์กรยังเป็นตัวฉุดสำคัญ แจสมีน เจีย(Jasmine Jia) แห่งฟิเดลิตี(Fidelity) เล่าว่า แค่การรับโทเค็นจากแอร์ดรอปจำนวนเล็กน้อย ก็อาจพอให้ระบบกำกับดูแลภายในดีดสัญญาณเตือนขึ้นมาทันที ตัวเลขสำรวจระบุว่า 49% ของสถาบันมองว่า การเชื่อมระบบพอร์ตโฟลิโอและระบบบริหารความเสี่ยงแบบเดิมเข้ากับบล็อกเชนคือ ‘อุปสรรคอันดับหนึ่ง’
ฝั่งเทคโนโลยีเอง ‘ปัญหาการทำงานร่วมกันระหว่างเชน’ กลายเป็นหัวข้อหลัก ราจา จัคคาราวอร์ตี(Raja Chakravorti) จากสเตลลาร์(Stellar) เตือนว่า สินทรัพย์ที่ถูกขังอยู่บนเชนคนละฝั่ง ย่อมย้ายไป–มาได้ลำบากและทำให้สภาพคล่องถูกแตกกระจาย ขณะที่ ลอเรน เบอร์ตา(Lauren Berta) จากริปเปิล(Ripple) เสริมว่า ความแตกต่างของระดับ *finality* หรือความแน่นอนในการยืนยันธุรกรรมของแต่ละเชน ทำให้มีโอกาสที่ดีลบางดีลจะถูกย้อนกลับหรือไม่สมบูรณ์ได้
‘ความคิดเห็น’ หากไม่แก้เกมเรื่องการกระจายขายและการเชื่อมต่อเชน โทเคไนซ์ RWA อาจติดเพดานที่การใช้งานภายในเครือปิด แทนที่จะไหลอย่างอิสระในระบบการเงินโลก
ตลาดโทเคไนซ์หุ้น โตแรงแต่ยังถูกจำกัดด้วย ‘โครงสร้าง’
ฝั่งสินทรัพย์ประเภทหุ้น โทเคไนซ์หุ้นก็กำลังเร่งตัวเช่นกัน ปริมาณธุรกรรมบนเชนในเดือน 6 แตะ 3,860 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 145% จากเดือนก่อนหน้า โดยมีโทเค็นที่อ้างอิง *หุ้น IPO ของ SpaceX* เป็นตัวจุดกระแสสำคัญ
อย่างไรก็ดี ภาพรวมการซื้อขายส่วนใหญ่ในตอนนี้ยังเป็น ‘โทเค็นเชิงสังเคราะห์’ ไม่ใช่โครงสร้างที่โทเค็นไปแทนหุ้นจริงโดยตรง มูลค่าตลาดรวมของโทเคไนซ์หุ้นอยู่ราว 1,530 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่ายังเล็กเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายสะสม สะท้อนว่า แม้ดีมานด์สูง แต่โครงสร้างที่ให้ “สิทธิการถือหุ้นจริง” ยังเปิดจำกัด
คำถามหลักจึงไม่ใช่แค่ “โทเค็นตัวนี้อ้างอิงหุ้นอะไร” แต่คือ “โทเค็นตัวนี้แทน *อะไร* กันแน่” หากเป็นโทเค็นที่แทนหุ้นจริง ผู้ถือย่อมได้ทั้งสิทธิออกเสียงและสิทธิรับเงินปันผลโดยตรง ต่างจากโทเค็นแบบสังเคราะห์ที่ให้เพียงสิทธิเรียกร้องตามสัญญา (contractual claim) ต่อผู้ออก ซึ่งเสี่ยงทั้งในแง่คู่สัญญาและความคลาดเคลื่อนจากราคาหุ้นอ้างอิง
‘ความคิดเห็น’ ในโลกโทเคไนซ์หุ้น “ตัวย่อเดียวกันไม่ได้แปลว่าเป็นสินทรัพย์แบบเดียวกัน” ความเข้าใจของนักลงทุนจึงสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อตลาดรองเติบโตเร็วกว่าโครงสร้างกฎหมายและการเปิดเผยข้อมูล
กรอบกฎหมายเดินหน้า แต่ยังต้องใช้เวลา ‘กว่าจะลงล็อกจริง’
ด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐานกำลังถูกปูอย่างต่อเนื่อง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) ออก ‘จดหมายยืนยันไม่ดำเนินคดี (No-action letter)’ ให้กับผู้ให้บริการด้านโทเคไนซ์บางราย ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก(Nasdaq) ก็ได้รับไฟเขียวสำหรับแพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์โทเคไนซ์ และ ดีทีซีซี(DTCC) ผู้ให้บริการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์รายใหญ่ของสหรัฐได้เริ่มนำโทเคไนซ์เข้าไปใช้ในกระบวนการปฏิบัติการจริงแล้ว
กระนั้น ความไม่แน่นอนก็ยังไม่ได้หายไปไหน หุ้นโทเคไนซ์ส่วนมากยังจำกัดวงอยู่ในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติหรือ *นักลงทุนสถาบัน/รายใหญ่ที่มีคุณสมบัติครบ (Accredited Investors)* ขณะที่กฎหมาย CLARITY เองก็ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา ประเด็นที่ตลาดจับตาคือ โครงสร้างแบบโทเค็นสังเคราะห์ที่พึ่งพาบุคคลที่สามนั้นมีภาระความเสี่ยงด้านกฎหมายสูงกว่าโทเค็นที่ผูกตรงกับหุ้นจริงอย่างเห็นได้ชัด
บรรยากาศในงาน TokenizeThis 2026 จึงออกมาในโทน ‘มองสถานการณ์ตามจริง’ มากกว่าจะคึกคักแบบฟองสบู่ ผู้เล่นส่วนใหญ่เริ่มเห็นตรงกันแล้วว่า อะไรทำได้แล้ว อะไรยังขาด และอะไรต้องรอเวลา
เมื่อโครงเทคโนโลยีหลักเริ่มอยู่ตัว ขั้นต่อไปของตลาดโทเคไนซ์ RWA อาจไม่ใช่การเปิดตัวโปรโตคอล派ใหม่派แล้ว แต่คือการเร่งสร้าง ‘อินฟราสตรักเจอร์ที่น่าเบื่อแต่จำเป็น’ เช่น มาตรฐานการเชื่อมต่อเชน ระบบคอมพลายอัตโนมัติ และเครือข่ายหลายธนาคารที่เชื่อมกันได้จริง
‘ความคิดเห็น’ หากอินฟราเหล่านี้ถูกวางครบ วงจรโทเคไนซ์ RWA มีโอกาสขยับจากตลาดเฉพาะกลุ่ม ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินยุคใหม่อย่างเต็มตัว และทำให้คำว่า ‘โทเคไนซ์สินทรัพย์จริง’ กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ หลังจากนี้ต่อไปไม่กี่ปี
ความคิดเห็น 0