ตัวชี้วัดที่เรียกว่า 'Holder Revenue' หรือ 'รายได้ผู้ถือโทเคน' ซึ่งวัดว่าโปรโตคอลคริปโตคืนรายได้ให้ผู้ถือโทเคนจริงเท่าไร กำลังกลายเป็นมาตรวัดเปรียบเทียบใหม่ในตลาด DeFi แทนที่การดูแค่ 'รายได้รวมจากค่าธรรมเนียม' ตัวชี้วัดนี้แยกดูเฉพาะเงินที่ตกถึงมือผู้ถือโทเคนจริง ไม่ว่าจะผ่านการซื้อคืน(buyback) การเผาเหรียญ(burn) หรือการปันผลให้ผู้สเตก
วิลเลียม เอ็ม. พีสเตอร์ (William M. Peaster) นักข่าวอาวุโสจาก Bankless เขียนบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 28 ระบุว่า “Holder Revenue คือตัวชี้วัดที่ติดตามว่าโปรโตคอลคริปโตตัวไหนจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือโทเคนจริง” เขาเทียบตัวชี้วัดนี้กับการจ่ายเงินปันผลหรือการซื้อหุ้นคืนในตลาดหุ้น แต่ชี้ว่าบนบล็อกเชนแต่ละโปรเจกต์เลือกวิธีคืนมูลค่าให้ผู้ถือโทเคนต่างกันไป
ตามข้อมูลของ DefiLlama เว็บไซต์ติดตามข้อมูล DeFi ระบุว่า Holder Revenue คือสัดส่วนรายได้ของโปรโตคอลที่ตกไปถึงผู้ถือโทเคนโดยตรง ครอบคลุมทั้งการซื้อคืนแล้วเผา การเผาค่าธรรมเนียม และการปันผลตรงให้ผู้สเตก ต่างจาก 'รายได้ทั่วไป(Revenue)' ที่หมายถึงค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้ที่เหลือหลังหักแล้วเข้าคลังโปรโตคอล ทีมงาน หรือผู้ถือโทเคนรวมกัน
ข้อมูลจาก DefiLlama ณ วันที่ 29 (เวลาเกาหลี) พบว่า Holder Revenue รวมของทุกโปรโตคอลในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 7.53 ล้านดอลลาร์ ส่วนตัวเลขรอบ 30 วันอยู่ที่ 129.38 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 69.45%
อันดับต้นๆ แบ่งเป็นสองกลุ่มหลักคือกลุ่มที่ใช้วิธีซื้อคืนและกลุ่มที่เผาเหรียญ ไฮเปอร์ลิควิด(HYPE) ทำ Holder Revenue รอบ 7 วันอยู่ที่ 21.58 ล้านดอลลาร์ และรอบ 30 วันอยู่ที่ 48.81 ล้านดอลลาร์ ขณะที่แคนตัน(Canton) ซึ่งใช้วิธีเผาค่าธรรมเนียม ทำได้ 12.96 ล้านดอลลาร์ในรอบ 7 วัน และ 49.05 ล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วัน
Pump.fun(PUMP) ทำ Holder Revenue รอบ 7 วันอยู่ที่ 7.51 ล้านดอลลาร์ และรอบ 30 วันอยู่ที่ 24.90 ล้านดอลลาร์ ส่วนเชนลิงก์(LINK) ทำได้ 1.10 ล้านดอลลาร์ในรอบ 7 วัน และทรอน(TRX) ทำได้ 5.64 ล้านดอลลาร์ในรอบ 7 วันเช่นกัน โดย DefiLlama จัดประเภท Holder Revenue ของไฮเปอร์ลิควิด, Pump.fun และเชนลิงก์ ไว้ในกลุ่มที่มาจากการซื้อคืน(buyback)
Bankless รายงานว่ายอดซื้อคืนสะสมของไฮเปอร์ลิควิดทะลุ 2,000 ล้านดอลลาร์แล้ว ขณะที่ Pump.fun ใช้เงินซื้อคืนกว่า 7 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียวกัน ด้านเอเว(AAVE) เริ่มใช้ระบบซื้อคืนอัตโนมัติตั้งแต่ปี 2025 ส่วนยูนิสวอป(UNI) ขยายขอบเขตโครงการซื้อคืนแล้วเผา(buy-and-burn) ในปี 2026 ขณะที่เพนเดิล(PENDLE) แบ่งรายได้โปรโตคอลถึง 80% ให้ผู้ถือ sPENDLE
อย่างไรก็ตาม Holder Revenue ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชี เพราะไม่ได้รวมต้นทุนนอกเชนอย่างค่าดำเนินงาน ค่าพัฒนา หรือค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย และแม้ตัวเลขรายได้จะเท่ากัน วิธีที่แต่ละโปรโตคอลเลือกใช้ ไม่ว่าจะซื้อคืน เผาเหรียญ หรือปันผลตรง ก็ทำให้ผู้ถือโทเคนรู้สึกถึงผลตอบแทนต่างกัน
ในมุมมองของตลาด ตัวชี้วัดนี้มีความน่าสนใจตรงที่แยกให้เห็นชัดว่ารายได้ของโปรโตคอลไหลกลับไปหาผู้ถือโทเคนด้วยช่องทางใด โดยไม่ผูกกับราคาเหรียญโดยตรง ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานถึงการถกเถียงเชิงธรรมาภิบาลที่เชื่อมโยงรายได้ออนเชนเข้ากับการซื้อคืนโทเคนซึ่งถูกหยิบยกเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อราคามาแล้ว
ทั้งนี้ การที่ Holder Revenue สูงเพียงอย่างเดียวไม่ได้การันตีว่าราคาโทเคนจะปรับขึ้น เพราะยังมีปัจจัยอื่นอย่างสภาพคล่อง ปริมาณเหรียญหมุนเวียน ความต้องการซื้อ และความเสี่ยงโดยรวมของตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตัวชี้วัดนี้จึงเป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงที่สะท้อนโครงสร้างการคืนมูลค่า ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินใจซื้อขาย
ขณะนี้เอเธนา(ENA) กำลังอยู่ระหว่างเปิดโหวตเรื่องการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมของตัวเอง หากมีโปรเจกต์ใหม่นำระบบซื้อคืนหรือเผาเหรียญมาใช้ อันดับ Holder Revenue ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาอันสั้น และยังต้องติดตามต่อไปว่าคำมั่นเรื่องการคืนมูลค่าที่แต่ละโปรโตคอลประกาศไว้ จะตรงกับยอดที่ดำเนินการจริงหรือไม่
ความคิดเห็น 0