กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Department of the Treasury) ประกาศขยายวงเงินไบแบ็ก (buyback) พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่อง เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง จากเดิมสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง ทำให้ตลาดตีความผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ไปคนละทิศทาง ระหว่างความหวังว่าตลาดพันธบัตรจะมีเสถียรภาพมากขึ้น กับความกังวลว่าค่าเงินดอลลาร์อาจถูกกดดัน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าจะขยายวงเงินไบแบ็กพันธบัตรรัฐบาลประเภทตราสารมูลค่าคงที่ (nominal) อายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี เพื่อเสริมสภาพคล่อง จากเดิมสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง โดยเกณฑ์ใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึง 4 พฤศจิกายน
มาตรการนี้ไม่ใช่นโยบายลดหนี้ใหม่ แต่เป็นการบริหารตลาดเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายพันธบัตรระยะยาวที่ออกไปแล้ว กระทรวงการคลังอธิบายว่ามีข้อเสนอขายพันธบัตรคุณภาพสูงจากผู้เล่นในตลาดต่อเนื่องในช่วงอายุตราสารระยะยาว จึงต้องการเพิ่มการสนับสนุนสภาพคล่องให้มากขึ้น
ไบแบ็กพันธบัตรรัฐบาล คือระบบที่รัฐบาลซื้อพันธบัตรเดิมคืนจากตลาดรอง มักใช้เสริมสภาพคล่องให้พันธบัตรรุ่นเก่าที่มีการซื้อขายลดลง และลดความผันผวนของราคา ถือเป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างอายุตราสารและเสริมกลไกตลาด ต่างจากการขยายงบประมาณรายจ่ายทั่วไป
ปฏิกิริยาจากตลาดปรากฏในฝั่งพันธบัตรก่อน รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนจะร่วงลงแรงหลังกระทรวงการคลังประกาศมาตรการ สะท้อนว่าราคาพันธบัตรฟื้นตัวหลังแรงเทขายพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น และรัฐบาลขยายวงเงินรับซื้อ
ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนกลับมีการตีความไปอีกทาง รอยเตอร์รายงานว่าค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก และผู้เล่นบางส่วนมองว่ามาตรการนี้เท่ากับปล่อยดอลลาร์เข้าสู่ระบบมากขึ้น ด้วยมุมมองว่าการที่รัฐบาลเข้ากดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวไม่ให้พุ่งสูง อาจสร้างแรงกดดันต่อมูลค่าของเงินดอลลาร์
ประเด็นถกเถียงอยู่ที่ธรรมชาติของไบแบ็กครั้งนี้ ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นการเสริมสภาพคล่องชั่วคราวให้ตลาดพันธบัตรระยะยาว ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณที่รัฐบาลพยายามควบคุมอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นโดยตรง ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อ การขาดดุลการคลัง และปริมาณพันธบัตรสุทธิที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ความแตกต่างของการตีความนี้เองที่ทำให้มาตรการเดียวกันกลายเป็นปัจจัยบวกในตลาดพันธบัตร แต่กลายเป็นปัจจัยกดดันดอลลาร์ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เมื่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลง นักลงทุนพันธบัตรได้ปัจจัยพยุงราคา แต่สำหรับผู้ถือเงินดอลลาร์ อาจต้องกลับมาประเมินมูลค่าที่แท้จริงและความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินอีกครั้ง
สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี (CNBC) ว่าวงเงินไบแบ็กอาจสูงกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ได้ พร้อมโต้แย้งว่าความกังวลเรื่องความไม่มั่นคงของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ นั้น 'เกินจริง' และย้ำว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ทำผลงานได้ดีเมื่อเทียบกับตลาดประเภทเดียวกันในปีนี้ คำกล่าวนี้สะท้อนความพยายามของกระทรวงการคลังที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดควบคู่ไปกับการขยายมาตรการ
อย่างไรก็ตาม ยังยากที่จะสรุปว่าค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าเป็นผลจากมาตรการของกระทรวงการคลังเพียงอย่างเดียว รอยเตอร์รายงานเรื่องดอลลาร์อ่อนค่าและการตีความไบแบ็กในวันที่ 19 สิงหาคมพร้อมกัน แต่ทิศทางของดอลลาร์ยังขึ้นอยู่กับแนวทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานของสหรัฐฯ ด้วย
ในตลาดคริปโต ประเด็นนี้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับข้อถกเถียงเรื่องสภาพคล่องของเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าไบแบ็กครั้งนี้จะส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์ (BTC) ปรับตัวขึ้นโดยตรง
สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ ควบคู่กับทิศทางค่าเงินดอลลาร์ไปพร้อมกัน เพราะอัตราดอกเบี้ยระยะยาวมีผลต่ออัตราคิดลดของสินทรัพย์ที่อ้างอิงเงินดอลลาร์ ขณะที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ส่งผลต่อผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท สินทรัพย์ต่างประเทศชนิดเดียวกันจึงอาจให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนไทยรับรู้แตกต่างกันไปตามอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละช่วง
ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์และปฏิกิริยาของสินทรัพย์เสี่ยงยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการขยายไบแบ็กของกระทรวงการคลังเพียงจุดเดียว ตลาดยังคงจับตาอัตราดอกเบี้ยระยะยาว การขาดดุลการคลัง และแนวทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด ควบคู่กันไปเพื่อประเมินความหมายที่แท้จริงของมาตรการนี้
ประเด็นที่เหลืออยู่คือปฏิกิริยาของตลาดจะยังคงอยู่หรือไม่หลังไบแบ็กที่ขยายวงเงินเริ่มบังคับใช้จริง ว่าจะเป็นเพียงการเสริมสภาพคล่องตามคำอธิบายอย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลัง หรือตลาดจะยังคงตีความว่าเป็นสัญญาณควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะยาวต่อไป ซึ่งต้องติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์หลังจากนี้
เกณฑ์ไบแบ็กที่ขยายวงเงินจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีกำหนดแจ้งตารางการซื้อคืนพันธบัตรประจำไตรมาสถัดไปและวงเงินไบแบ็กในระยะต่อไปอีกครั้งในวันที่ 4 พฤศจิกายน
ความคิดเห็น 0