เมื่อกฎหมาย ‘GENIUS’ ในสหรัฐฯ ที่ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินด้วยการใช้สเตเบิลคอยน์มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ความเคลื่อนไหวของเงินฝากในระบบธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแนวโน้มสูงว่าเงินจำนวนมากจะไหลเข้าสู่ *สเตเบิลคอยน์ที่ให้ผลตอบแทนสูง* แทน ตามความคิดเห็นของทูชาร์ เชน(Tushar Jain) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทด้านการลงทุนคริปโต มัลติเคน แคปิตอล(Multicoin Capital) ซึ่งชี้ว่า การมาของกฎหมายนี้นับเป็น “สัญญาณเริ่มต้นของจุดจบในธุรกิจเงินฝากธนาคารแบบดั้งเดิม”
เชนโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 1 ผ่าน X (ชื่อเดิมทวิตเตอร์) ว่า หลังจากกฎหมาย GENIUS มีผล ธนาคารจะไม่สามารถให้ดอกเบี้ยในระดับต่ำอย่างที่เคยเป็นกับลูกค้ารายย่อยได้อีกต่อไป และเขายังมองว่า บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ อย่างเมตา, กูเกิล และแอปเปิล อาจเข้าสู่ตลาด *บริการเงินฝากที่อิงกับสเตเบิลคอยน์* เพื่อแข่งขันกับธนาคารเดิม ความได้เปรียบของสเตเบิลคอยน์ในมุมผู้บริโภคคือ ระบบการชำระเงินเรียลไทม์ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น และ *ผลตอบแทนที่สูงกว่า*
นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งสมาคมธนาคารในสหรัฐฯ ได้ยื่นเรื่องต่อหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อขอ *ตีความข้อบังคับเพื่อหยุดการจ่ายผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์* โดยต้องการปิดช่องว่างทางกฎหมายที่เปิดให้บริษัทผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์สามารถแจกจ่ายดอกเบี้ยหรือปันผลผ่านบริษัทในเครือ ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารสูญเสียรายได้ดั้งเดิม “ความคิดเห็น” จากการเคลื่อนไหวนี้ แสดงให้เห็นว่า ภาคธนาคารกำลังวิตกว่าสเตเบิลคอยน์จะเข้ามา *ท้าทายโครงสร้างรายได้ของธุรกิจการเงินแบบเก่า*
สำหรับกฎหมาย GENIUS ซึ่งย่อมาจาก ‘General Exchange framework for National Investment in US-backed Stablecoins’ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุน *การสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ปลอดภัยและโปร่งใสโดยมีสเตเบิลคอยน์ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง* เชนสรุปว่า กฎหมายนี้ทำให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นมากกว่าแค่สินทรัพย์ดิจิทัล และอาจกลายเป็น *เครื่องมือการเงินแห่งอนาคต* ที่สามารถทดแทนระบบการเงินแบบเดิมได้ในระยะยาว
ความคิดเห็น 0