ซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์(Samsung Electro-Mechanics, 009150) ได้รับเงินมัดจำจากคู่ค้ารายใหญ่ภายใต้สัญญาซัพพลายระยะยาวเพิ่มขึ้นเป็น 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.641 แสนล้านวอน) ผลจากบิ๊กเทคและผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกที่แข่งกันล็อกปริมาณตัวเก็บประจุเซรามิกแบบหลายชั้น (MLCC) สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI ที่กำลังตึงตัว
ซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์ระบุในรายงานประจำครึ่งปีที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลการเงินเกาหลีใต้ว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เงินมัดจำที่เกี่ยวข้องกับสัญญาซัพพลายระยะยาวรวมอยู่ที่ 540 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 41 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.8 หมื่นล้านวอน) หรือ 8.2% จาก 499 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.061 แสนล้านวอน) เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายนปีก่อน ทั้งนี้บริษัทยังได้รับหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจากธนาคารเจพีมอร์แกน เชส(JPMorgan Chase Bank) และสถาบันการเงินอื่นที่เกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าวด้วย
เงินมัดจำคือเงินที่ลูกค้าจ่ายล่วงหน้าก่อนรับมอบสินค้า ถือเป็นโครงสร้างสัญญาหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ผลิตมั่นใจได้ว่าจะมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องในระยะยาว ในการประชุมนักวิเคราะห์ผลประกอบการไตรมาส 2 ซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์ระบุว่าบริษัทได้ทำสัญญาซัพพลายระยะยาว (LTA) สำหรับ MLCC กับลูกค้ากว่า 10 รายที่เป็นบิ๊กเทคระดับโลกและผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่
เท่าที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ มูลค่าสัญญาที่ระบุชัดเจนมีอยู่ 454,000 ล้านวอน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน และอีก 295,100 ล้านวอน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม รวมมูลค่าสัญญาสำหรับการส่งมอบในปี 2027 ทั้งสิ้น 749,100 ล้านวอน อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลจำกัดเฉพาะสัญญาที่มีมูลค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น เมื่อเทียบกับคำกล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์ที่ระบุว่ามีคู่ค้าถึง 10 ราย จึงเป็นไปได้ว่ายังมีสัญญาที่ไม่ถูกเปิดเผยอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ ซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์ไม่ได้เปิดเผยชื่อลูกค้าที่จ่ายเงินมัดจำหรือรายละเอียดสินค้าที่ทำสัญญา
เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้คือภาวะอุปทาน MLCC สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI ที่ตึงตัว ต่างจากสินค้ารุ่นทั่วไป MLCC สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI ต้องมีขนาดเล็กพิเศษ ความจุสูง และความน่าเชื่อถือสูง ทำให้มีผู้ผลิตที่สามารถส่งมอบได้อย่างมั่นคงในจำนวนจำกัด ซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์อธิบายในรายงานประจำครึ่งปีว่า "การใช้ไฟฟ้าในยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นจากเทรนด์ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ ผนวกกับการขยายตัวของเซิร์ฟเวอร์ AI ทำให้ความต้องการ MLCC เพิ่มขึ้น และตลาดก็ต้องการ MLCC ที่ทนความร้อนสูง แรงดันสูง และมีความน่าเชื่อถือสูงมากขึ้นด้วย"
ด้านกำลังการผลิตก็ใกล้ถึงขีดจำกัดเช่นกัน โก อึย-ยอง(Ko Ui-yeong) นักวิเคราะห์จากไอเอ็ม ซิเคียวริตี้ส์(iM Securities) ประเมินว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต MLCC ของซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์อยู่ที่ราว 95% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับการเดินเครื่องเต็มกำลังแล้ว "MLCC สำหรับเซิร์ฟเวอร์ใช้พื้นที่สายการผลิตมากกว่าสินค้ารุ่นทั่วไป แม้สัดส่วนของ MLCC สำหรับเซิร์ฟเวอร์ในปริมาณการส่งมอบ MLCC ทั่วโลกปี 2027 จะอยู่ที่เพียง 4-5% แต่หากแปลงเป็นหน่วยเทียบเท่าสินค้าทั่วไป อัตราการกินพื้นที่กำลังการผลิตจะสูงถึง 12-15%" โกกล่าว ทั้งนี้ ตามรายงานประจำครึ่งปีของซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์ อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจคอมโพเนนต์ซึ่งรวม MLCC อยู่ที่ 91%
ปาร์ก คัง-โฮ(Park Kang-ho) นักวิเคราะห์จากแดชิน ซิเคียวริตี้ส์(Daishin Securities) มองในทิศทางเดียวกันว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต MLCC ของซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์และมูราตะ(Murata) จากญี่ปุ่นจะขึ้นไปแตะระดับปลาย 95% โดยประเมินว่าภาวะอุปทานขาดแคลนกำลังรุนแรงขึ้นในกลุ่มสินค้ามูลค่าสูงสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมระบุว่าไม่ใช่แค่คำสั่งซื้อระยะสั้นเท่านั้น แต่สัดส่วนสัญญาซัพพลายระยะกลางถึงยาวก็กำลังขยายตัวเช่นกัน
เทรนด์ฟอร์ซ(TrendForce) รายงานก่อนหน้านี้ว่าความต้องการจาก AI ผลักดันปริมาณการส่งมอบ MLCC ของมูราตะ ซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์ และไทโยยูเด็น(Taiyo Yuden) ในเดือนมิถุนายนขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยปริมาณส่งมอบแยกตามบริษัทในขณะนั้นอยู่ที่มูราตะ 1.4 แสนล้านชิ้น ซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์ 9.8 หมื่นล้านชิ้น และไทโยยูเด็น 4 หมื่นล้านชิ้น
โก อึย-ยองกล่าวถึงการขยายตัวของสัญญา LTA ในระยะหลังว่า "MLCC กำลังเปลี่ยนจากชิ้นส่วนทั่วไปที่สั่งซื้อแบบ 'จัสต์-อิน-ไทม์' เมื่อจำเป็นต้องใช้ ไปเป็น 'ชิ้นส่วนพิเศษ' ที่ต้องล็อกปริมาณผ่านสัญญาระยะยาว" สะท้อนมุมมองว่าการขยายตัวของเซิร์ฟเวอร์ AI กำลังเปลี่ยนตลาด MLCC จากที่เคยเป็นเพียงความต้องการที่เพิ่มขึ้น ไปสู่ตลาดที่ต้องแย่งชิงล็อกปริมาณระยะยาวกันล่วงหน้า
ความต้องการ MLCC ที่เพิ่มขึ้นจากกระแส AI ยังลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานเครื่องจักรด้วย จีไอเอส(GIS, 306620) ผู้ผลิตเครื่องจักรในเกาหลีใต้ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรหลักสำหรับผลิต MLCC ที่ใช้ในงาน AI เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อสะสมทั้งบริษัทเพิ่มขึ้นราว 180% จากการที่สายการผลิตหลักอย่างโรงงานอันยาง(Anyang) เข้าใกล้จุดอิ่มตัว บริษัทจึงตัดสินใจเพิ่มสายการผลิตเครื่องจักร MLCC ที่โรงงานกูมี(Gumi) ด้วย ตัวแทนของจีไอเอสกล่าวว่า "คำสั่งซื้อเครื่องจักร MLCC ยังคงหลั่งไหลเข้ามาตามการเติบโตของตลาด AI ทั่วโลก จนอัตราการใช้กำลังการผลิตของโครงสร้างพื้นฐานที่อันยางเข้าใกล้ขีดจำกัดในการรองรับแล้ว"
ฮานา ซิเคียวริตี้ส์(Hana Securities) ก็เคยประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่าการลงทุนขยายดาต้าเซ็นเตอร์ AI กำลังทำให้อุปทาน MLCC และแผ่นวงจรฟลิปชิปบอลกริดอาร์เรย์(FCBGA) ตึงตัวต่อเนื่อง คิม มิน-คยอง(Kim Min-kyung) นักวิเคราะห์จากฮานา ซิเคียวริตี้ส์กล่าวว่า "ภาวะขาดแคลน MLCC และ FCBGA กำลังรุนแรงขึ้นจากความต้องการที่กระจุกตัวอยู่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ AI" พร้อมวิเคราะห์ว่าสินค้าขนาดเล็กพิเศษและความจุสูงมีอุปสรรคทางเทคโนโลยีสูง จึงขยายกำลังการผลิตได้ยากในระยะเวลาอันสั้น
กระแสนี้ยังส่งผลถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้ด้วย หนังสือพิมพ์ Korea Economic Daily รายงานว่ามอร์แกน สแตนลีย์(Morgan Stanley) ปรับหุ้นเทคโนโลยีเกาหลีใต้ที่ให้น้ำหนักมากที่สุดจากซัมซุงอิเล็คทรอนิกส์(Samsung Electronics) มาเป็นซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์ พร้อมปรับเป้าราคาหุ้นขึ้นเป็น 2.62 ล้านวอน โดยให้เหตุผลว่าราคา MLCC มีแนวโน้มแข็งตัวขึ้น และความต้องการแผ่นฐานอาจิโนโมโตะ(Ajinomoto Build-up Film, ABF) ก็มีทิศทางดีขึ้นเช่นกัน
ผลประกอบการที่ดีขึ้นก็สอดคล้องกับกระแสนี้เช่นกัน ซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์รายงานรายได้ไตรมาส 1 ที่ 3,209,113 ล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงาน 280,573 ล้านวอน เพิ่มขึ้น 17.2% และ 39.9% ตามลำดับเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทระบุว่าการขยายตัวของ MLCC สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง(ADAS) มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการดีขึ้น
นอกจากนี้ ซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์ยังทุ่มงบลงทุนแยกต่างหากอีก 50,700 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างโรงงานผลิต MLCC สำหรับยานยนต์ที่เมืองคาลัมบา(Calamba) จังหวัดลากูนา(Laguna) ประเทศฟิลิปปินส์ ทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนว่า บริษัทลูกของซัมซุงอิเล็คโทร-เมคานิกส์ในฟิลิปปินส์วางแผนจ้างงานมากกว่า 3,500 ตำแหน่งที่โรงงานแห่งนี้ และการลงทุนครั้งนี้ยังเป็นกรณีแรกที่ได้รับการอนุมัติสิทธิประโยชน์ระดับประธานาธิบดีภายใต้กฎหมาย CREATE MORE Act ซึ่งเป็นกฎหมายส่งเสริมการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีของฟิลิปปินส์
โรงงานในฟิลิปปินส์ตั้งเป้าเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในเดือนกรกฎาคม 2027 ขณะที่สัญญาซัพพลาย MLCC กับบริษัทระดับโลกรายใหญ่จะมีผลไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2027 ส่วนความเชื่อมโยงระหว่างการขยายตัวของสัญญาซัพพลายระยะยาวครั้งนี้กับโรงงานในฟิลิปปินส์นั้น บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ
ความคิดเห็น 0