Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

คอสปี้บวก 5 วันติด พุ่ง 2.42% ปิด 6977.94 จุด ระหว่างวันแตะ 7000 จุด

ดัชนีคอสปี้ (KOSPI) ของเกาหลีใต้ปิดตลาดวันที่ 14 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) ที่ 6,977.94 จุด เพิ่มขึ้น 164.60 จุด หรือ 2.42% จากวันก่อนหน้า นับเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน โดยระหว่างวันดัชนีเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 7,010.86 จุด ทะลุแนว 7,000 จุดได้ชั่วขณะ

ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี (Korea Exchange) เปิดเผยว่า ในตลาดหุ้นหลักวันเดียวกันนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3.05 ล้านล้านวอน ขณะที่นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 1.03 ล้านล้านวอน และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 1.98 ล้านล้านวอน ด้านดัชนีคอสแด็ก (KOSDAQ) ปิดที่ 864.65 จุด เพิ่มขึ้น 3.28 จุด หรือ 0.38% ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 เช่นกัน

แรงหนุนหลักของตลาดมาจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาพร้อมกับดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ก่อนหน้านี้ ต่างชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ตลาดคาดการณ์มากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า แซนดิสก์ ($SNDK) ผู้ผลิตเมมโมรีเซมิคอนดักเตอร์ พุ่งขึ้น 13.7% หลังบริษัทเปิดเผยแนวโน้มผลประกอบการเชิงบวก ส่วนไมครอน เทคโนโลยี ($MU) ปรับขึ้น 4.2% แรงบวกนี้ส่งผลให้ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (005930) และเอสเคไฮนิกซ์ (000660) ปรับขึ้น 2.43% และ 3.26% ตามลำดับ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันทั้งคู่

ก่อนหน้านี้ระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นคอสปี้รวม 6.55 ล้านล้านวอน โดยเน้นซื้อหุ้นทั้งสองบริษัทดังกล่าวเป็นหลัก ซึ่งการปรับขึ้นของดัชนีในครั้งนี้ก็อยู่บนแรงซื้อขายชุดเดียวกัน

คำว่า "7천피" เป็นศัพท์แสลงในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่หมายถึงการที่ดัชนีคอสปี้ขึ้นไปแตะระดับ 7,000 จุด ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตเป็นตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ภาคธุรกิจได้รับในขั้นตอนการผลิต โดยทั่วไปหากอัตราการเพิ่มขึ้นชะลอตัว จะถูกตีความว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อผู้บริโภคและแรงกดดันในการขึ้นดอกเบี้ยลดลงไปพร้อมกัน

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมาปรับตัวลดลงสวนทาง โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.51% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.52% และดัชนีแนสแด็กลดลง 0.32% สาเหตุมาจากความกังวลด้านอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้น หลังกำหนดเวลาการเจรจา 60 วันของบันทึกความเข้าใจ (MOU) หยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสิ้นสุดลงโดยไม่มีการต่ออายุ

น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนตุลาคมปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.65% อยู่ที่ 90.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 2.55% อยู่ที่ 84.50 ดอลลาร์ ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะ 5.31% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปีนับตั้งแต่ปี 2007 ส่วนพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.73%

แม้ตลาดโดยรวมจะปรับตัวลง แต่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงทำผลงานได้ดี โดยแซนดิสก์ปรับขึ้น 8.88% ไมครอนขึ้น 4.13% และใบรับฝากหลักทรัพย์สหรัฐฯ (ADR) ของเอสเคไฮนิกซ์ขึ้น 3.04% ปัจจัยหนุนมาจากข้อมูลที่ระบุว่ารายได้ต่อปี (annualized revenue) ของแอนโทรปิก (Anthropic) ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าภายในเวลาเพียง 7 เดือน ส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

ซอ ซังยอง (Seo Sang-young) กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์มิราเอ แอสเซท (Mirae Asset Securities) กล่าวว่า "เมื่อแนวโน้มรายได้เชิงรุกของแอนโทรปิกมาบรรจบกับมาตรการควบคุมเมมโมรีเซมิคอนดักเตอร์จากจีนของรัฐบาลสหรัฐฯ กระแสเงินก็ไหลเข้าไปกระจุกตัวอยู่ที่หุ้นกลุ่มสตอเรจเซมิคอนดักเตอร์" คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่ว่านโยบายควบคุมเมมโมรีเซมิคอนดักเตอร์จีนของสหรัฐฯ กำลังกลายเป็นปัจจัยบวกทางอ้อมต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ

ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ในวันที่ 18 สิงหาคม ดัชนีคอสปี้จะสามารถรักษาแนวโน้มการฟื้นตัวที่นำโดยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ไว้ได้หรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ กองทุน ETF ดัชนี MSCI เกาหลีใต้ และ ETF ดัชนี MSCI ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดหุ้นในประเทศ ปรับขึ้น 2.98% และ 1.07% ตามลำดับ ส่วนดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียปรับขึ้น 1.64% ด้านมูดี้ส์ (Moody's) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุว่าภาวะเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงกลางปีหน้า พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในปีนี้ขึ้นเป็น 3.5%

ฮัน จีย็อง (Han Ji-young) นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์คีวูม (Kiwoom Securities) ระบุว่า "แรงหนุนจากหุ้นเซมิคอนดักเตอร์อย่างไมครอนและแซนดิสก์ของสหรัฐฯ ในช่วงวันหยุดยาว อาจเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นในประเทศแข็งแกร่งขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์นี้" อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่า "เมื่อเทียบกับช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 ของเดือนสิงหาคม สัปดาห์นี้ไม่มีอีเวนต์ระดับใหญ่ ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนเชิงมหภาคทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันยังคงอยู่ จึงมีความเป็นไปได้ที่หลังจากต้นสัปดาห์จะเกิดแรงขายทำกำไรจากการที่ราคาปรับขึ้นเร็วในระยะสั้น ตามด้วยแรงกดดันให้การปรับขึ้นชะลอความเร็วลง"

อี คย็องมิน (Lee Kyung-min) นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์แดซิน (Daishin Securities) ให้ความเห็นว่า "ตราบใดที่ปัจจัยพื้นฐานไม่เสื่อมถอยลงจริง แม้ที่ผ่านมาราคาหุ้นกับปัจจัยพื้นฐานจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน ดัชนีก็มีแนวโน้มจะฟื้นตัวและเข้าสู่ช่วงการปรับมูลค่า (valuation) ให้กลับสู่ระดับปกติอย่างรวดเร็ว" พร้อมระบุว่า "จากนี้ไปคอสปี้น่าจะเห็นหุ้นเซมิคอนดักเตอร์กลับมาเป็นหุ้นนำตลาดอีกครั้ง พร้อมกับการปรับขึ้นราคาของหุ้นที่มีมูลค่าต่ำเมื่อเทียบกับผลประกอบการและหุ้นที่ถูกนักลงทุนมองข้าม"

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1