ตลาดคริปโตกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงต้นปี โดยเมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) มูลค่าตลาดรวมของสกุลเงินดิจิทัลทะลุระดับ 3.24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,690 ล้านล้านวอน) เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า ทั้งนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลในกลุ่ม Top 100 ปรับตัวขึ้นถึง 87 รายการ สะท้อนให้เห็นถึงแรงซื้อที่กลับเข้าสู่ตลาด
บิตคอยน์(BTC) ปรับขึ้น 1.2% มาอยู่ที่ 92,483 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.34 ล้านบาท) ขณะที่อีเธอเรียม(ETH) เพิ่มขึ้น 0.5% แตะระดับ 3,155 ดอลลาร์ (ประมาณ 457,000 บาท) สำหรับริปเปิล(XRP) ทำผลงานโดดเด่นสุดด้วยการพุ่งขึ้น 2.9% ตามด้วยไบแนนซ์คอยน์(BNB) และทรอน(TRX) ที่ขยับขึ้น 1.6% และ 0.3% ตามลำดับ ส่วนโดจคอยน์(DOGE) ตรงกันข้าม กลับร่วงลง 0.9% จากทั้งหมด เหรียญเรนเดอร์(Render) กระโดดขึ้นถึง 16% นำตลาดในรอบวัน ส่วนบองก์(BONK) ก็เพิ่มขึ้น 6.2% ในทางกลับกัน เหรียญแฮช(HASH) และแคนตัน(CC) ปรับตัวลดลง 10.2% และ 6% ตามลำดับ
สิ่งที่หนุนตลาดส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยบวกของฝั่งสถาบัน โดยสำนักงานบัญชีระดับโลก PwC ระบุว่าจะขยายการลงทุนในธุรกิจคริปโตอย่างเต็มรูปแบบ โดยชี้ว่าการร่างกฎหมายเกี่ยวกับสเตเบิลคอยน์และ “ร่างกฎหมายจีเนียส” เป็นปัจจัยที่เพิ่มความมั่นใจ พอล กริกส์ หุ้นส่วนใหญ่ประจำ PwC สหรัฐ กล่าวว่า “การทำโทเคนไนซ์จะยังดำเนินต่อไป และ PwC เองก็ต้องมีบทบาทในระบบนิเวศนี้”
ด้านบิทาลิก บูเทอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม เปิดเผยโรดแมปใหม่เมื่อวันที่ 3 ว่าด้วยแนวทางแก้ไขปัญหา ‘ทริเลมมา’ ของอีเธอเรียม ได้แก่ ปัญหาด้านความปลอดภัย, ความสามารถในการขยายตัว และการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นจุดอ่อนเดิมของเครือข่าย โดยเทคโนโลยี ZK-EVM และ PeerDAS ซึ่งเขาพัฒนา จะสามารถรวมข้อดีของทั้งความเร็วและความกระจายอำนาจได้ เขาย้ำว่า “เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้อีเธอเรียมกลายเป็นเครือข่ายที่กระจายศูนย์อย่างแท้จริงและทรงพลังยิ่งขึ้น”
ในฝั่งการลงทุน สินทรัพย์จากสถาบันหลั่งไหลเข้าสู่ ETF อย่างชัดเจน เมื่อวันที่ 2 (เวลาท้องถิ่น) มีเงินทุน 471.14 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,832 ล้านบาท) ไหลเข้าสู่บิตคอยน์ ETF แบบ Spot ขณะที่อีเธอเรียม ETF ได้รับการลงทุน 174.43 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,527 ล้านบาท) โดยบริษัทจัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างแบล็คร็อก, เกรย์สเกล, ฟิเดลิตี และบิทไวซ์ เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
ข้อมูลจาก on-chain ยังเผยอีกว่า วาฬคริปโตมีความเคลื่อนไหวชัดเจน มีเงินจำนวนกว่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.47 ล้านล้านวอน) ย้ายเข้าสู่ไบแนนซ์ ซึ่งจำนวนการฝากขนาดใหญ่ของบิตคอยน์และอีเธอเรียมเพิ่มขึ้นถึง 34 เท่า อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวน่าจะเป็นการเข้าจัดการความเสี่ยง มากกว่าจะเป็นสัญญาณการซื้อใหม่
ทางด้าน เพเทอร์ โคซาคอฟ ซีอีโอของ เมอร์คิวริโอ (Mercuryo) เผยว่า “นักลงทุนเริ่มนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใส่ในพอร์ตอีกครั้งในวาระขึ้นปีใหม่” พร้อมบอกว่า ความสนใจต่อสินทรัพย์ประเภทมีมอย่างชิบะอินุ และเปเป้ ก็กำลังกลับมาอีกครั้ง เป็นแรงส่งให้ตลาดฟื้นตัว
แม้ตลาดจะเป็นบวก แต่ก็ยังมีปัจจัยที่ตลาดรอจับตา ได้แก่ การประกาศตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) และอัตราการว่างงานในสหรัฐ ซึ่งกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์นี้ หากอัตราว่างงานออกมาสูงเกินคาด อาจสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง บริษัทเรเซอร์ดิจิทัลให้ความเห็นว่า “เศรษฐกิจสหรัฐยังมีโอกาสลงจอดอย่างนุ่มนวล แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ หากตัวเลขผิดคาด”
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมความเชื่อมั่นในตลาดกำลังฟื้นตัว ดัชนี ‘ความกลัวและความโลภ’ ของตลาดคริปโต แตะ 42 จุด เป็นครั้งแรกที่กลับเข้าสู่โซนกลาง (‘Neutral’) นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน เทียบกับระดับ 21 ของเดือนที่แล้วที่สะท้อนความกลัวอย่างสุดขีด
ราคาบิตคอยน์ในวันเดียวกัน เคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 93,169 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.35 ล้านบาท) และยังคงยืนเหนือแนวรับ 90,000 ดอลลาร์ได้อย่างแข็งแกร่ง ตลาดจึงคาดการณ์ว่า ระดับแนวต้านที่ 93,500 ดอลลาร์ และ 94,600 ดอลลาร์ อาจถูกทดสอบในระยะสั้น พร้อมคาดว่าสามารถลุ้นทะลุเป้าถัดไปที่ 98,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.42 ล้านบาท) ได้ในที่สุด
ในขณะเดียวกัน อีเธอเรียมยังรักษาระดับที่ 3,100 ดอลลาร์ได้ค่อนข้างมั่น หากทะลุแนวต้านที่ 3,430 ดอลลาร์ (ประมาณ 497,000 บาท) ได้สำเร็จ ก็มีแนวโน้มที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ระดับ 3,600-4,000 ดอลลาร์ แต่ถ้าเกิดหลุดลงมาต่ำกว่า 3,010 ดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปรับฐานลงอีกครั้ง
‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘เทคโนโลยีใหม่’ จึงเป็นคำสำคัญที่สะท้อนทิศทางของตลาดคริปโตในช่วงต้นปีนี้ ความเคลื่อนไหวของ ETF, การผลักดันจากนักพัฒนา และการรอคอยปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ล้วนเป็นปัจจัยที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาต่อจากนี้
ความคิดเห็น 0