เครือข่ายอีเธอเรียม(ETH) ส่งสัญญาณสภาพคล่องเริ่มกลับมามั่นคง หลังคิวการถอนตัวของ ‘ผู้ตรวจสอบความถูกต้อง’ หรือ *วาลิเดเตอร์* ถูกเคลียร์จนหมด และแรงกดดันด้านการขายใกล้ศูนย์ ขณะเดียวกัน ความต้องการในการฝากเหรียญเพื่อ *สเตกกิ้ง* เพิ่มสูงทะลุ 1.3 ล้าน ETH บ่งชี้แนวโน้มการกลับเข้าสู่กลยุทธ์การถือระยะยาวของนักลงทุนรายใหญ่
เมื่อวันที่ 6 แหล่งข้อมูลจาก Ethereum Validator Queue รายงานว่า *คิวการถอนตัวของวาลิเดเตอร์ในเครือข่ายอีเธอเรียมได้ถูกล้างหมดแล้ว* สะท้อนภาพความมั่นคงของระบบที่ต่างจากช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง โดยในช่วงเวลาดังกล่าว มีคิวถอนสูงถึง 2.67 ล้าน ETH และใช้เวลาหลายวันกว่าจะดำเนินการ แต่ในปัจจุบันกลับสามารถดำเนินการได้ภายในไม่กี่นาทีเท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม การเข้าแถวรอเพื่อสเตกกิ้งกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี *กว่า 1.3 ล้าน ETH* อยู่ในคิว ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2023 สะท้อนมุมมองที่ว่า นักลงทุนกำลังเลือก “ล็อกเหรียญไว้ในระบบ” แทนที่จะ “ขายออก” ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเครือข่าย
*ความคิดเห็น*: การเคลียร์คิวถอนสำเร็จพร้อมกับคิวสเตกกิ้งเพิ่มขึ้น บ่งบอกถึงการลดแรงเทขายในตลาดและแนวโน้มถือครองระยะยาวที่กำลังชัดเจนขึ้น
ในด้านของนักลงทุนสถาบัน บริษัท บิทไมน์(BitMine) ผู้ถือครองอีเธอเรียมรายใหญ่ของโลก เริ่มเดินหน้าสเตกกิ้งมาตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม และในวันที่ 3 มกราคมเพียงวันเดียวได้เพิ่มการสเตกกิ้งถึง 82,560 ETH หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท ปัจจุบัน บิทไมน์มี ETH ที่ล็อกไว้สำหรับสเตกกิ้งทั้งสิ้น 659,219 เหรียญ คิดเป็นประมาณ 16% ของสินทรัพย์ที่ถือครองทั้งหมด จำนวน 4.1 ล้าน ETH
*ความคิดเห็น*: การเคลื่อนไหวนี้ของนักลงทุนสถาบัน บ่งบอกชัดว่า กลยุทธ์ของพวกเขาย้ายจากการแสวงหากำไรระยะสั้น ไปสู่การสร้างผลตอบแทนระยะยาวและการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของระบบ
ขณะเดียวกัน *ตลาด ETF ของอีเธอเรียมก็เริ่มเห็นความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ* เมื่อวันที่ 5 ทางบริษัท Grayscale เริ่มจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ลงทุนผ่าน ‘Grayscale Ethereum Staking ETF’ ทำให้กลายเป็น ETF ตัวแรกในสหรัฐฯ ที่มีการแบ่งผลตอบแทนจากสเตกกิ้ง โดยมีการจ่ายรายได้สะสมระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นเงิน 0.083178 ดอลลาร์ต่อหุ้น หรือราว 120 บาทต่อหน่วย
ด้วยการเปิดทางให้นักลงทุนสามารถรับ *ผลตอบแทนจากสเตกกิ้งโดยไม่ต้องถือครองเหรียญโดยตรง* ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนในการดึงดูดเงินทุนภาคสถาบันและนักลงทุนทั่วไปให้เข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น
ในภาพรวม ปัจจุบันเครือข่ายอีเธอเรียมมีวาลิเดเตอร์ที่ทำหน้าที่อยู่ราว 975,000 ราย โดยสามารถล็อกเหรียญรวมกันได้ทั้งหมดกว่า 35.67 ล้าน ETH โดยมี *ลิโด(Lido DAO)* เป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดสเตกกิ้งที่ 22.08% ตามด้วย ไบแนนซ์, อีเธอไฟ(Ether.fi), คอยน์เบส และ ฟิกเมนต์(Figment)
สำหรับราคาของอีเธอเรียม ก็มีการตอบสนองเชิงบวกต่อแนวโน้มดังกล่าว โดยปรับตัวขึ้นราว 2% ในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุด มาอยู่ที่ 3,220 ดอลลาร์ หรือราว 466,000 บาทต่อเหรียญ อย่างไรก็ตาม ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2023 ราว 34%
ในอีกด้านหนึ่ง วิตาลิก บูเทอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า *เครือข่ายอีเธอเรียมได้ก้าวข้าม "ปัญหาสามเหลี่ยมของบล็อกเชน"* เป็นที่เรียบร้อย โดยอ้างอิงถึงการบูรณาการเทคโนโลยีใหม่อย่าง *PeerDAS* (เทคโนโลยีการเข้าถึงข้อมูลแบบกระจาย) และ *zkEVM* (กลไกสมาร์ตคอนแทรกต์แบบพิสูจน์ด้วยศูนย์ความรู้)
บูเทอรินระบุว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้อีเธอเรียมสามารถส่งมอบทั้ง ‘ความปลอดภัย’, ‘ความสามารถในการขยายตัว’ และ ‘การกระจายศูนย์’ ได้พร้อมกัน ซึ่งเคยถูกมองว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในอดีต
*ความคิดเห็น*: การประกาศของบูเทอริน ถือเป็นการตอกย้ำความมั่นใจต่ออีเธอเรียมในด้านเทคโนโลยี ซึ่งอาจดึงดูดนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับพื้นฐานของระบบบล็อกเชนมากยิ่งขึ้น
ความคิดเห็น 0