ปี 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมคริปโตที่ไม่ได้วัดความเปลี่ยนแปลงจากราคาหรือภาวะตลาดกระทิง หากแต่เป็นด้าน ‘การใช้งานจริง’, ‘กฎระเบียบ’ และ ‘ความเข้าใจ’ ที่ลึกซึ้งขึ้น โดยเฉพาะการเติบโตของ *สเตเบิลคอยน์* ที่กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในระบบนิเวศคริปโตทั้งหมด มาร์เทียส เบาเออร์-ลังการ์ตเนอร์(Matthias Bauer-Langgartner) หัวหน้าฝ่ายนโยบายยุโรปของ Chainalysis เปิดเผยข้อมูลผ่านพอดแคสต์ ‘Byte-Sized Insight’ โดยอ้างอิงจากข้อมูลเชิงลึกในปี 2025 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดจาก *สเตเบิลคอยน์*
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ปริมาณการทำธุรกรรม *ออนไชน์* ของ *สเตเบิลคอยน์* ในปีที่ผ่านมาได้แซงหน้า *บิตคอยน์(BTC)* เป็นครั้งแรก ทำให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในระบบชำระเงินระหว่างองค์กรและแอปพลิเคชันไร้ศูนย์กลาง (dApps) เบาเออร์-ลังการ์ตเนอร์ระบุว่า "ปี 2025 อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งสเตเบิลคอยน์’ อย่างแท้จริง" การใช้งานที่แพร่หลายนี้ไม่เพียงส่งผลต่ออุตสาหกรรมโดยตรง แต่ยังดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรป(EU) ที่ประกาศใช้กฎหมาย *MiCA (Markets in Crypto-Assets)* ทำให้ *สเตเบิลคอยน์* ถูกจัดเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในแผนการกำกับดูแล
อย่างไรก็ตามอีกด้านหนึ่ง กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ก็เริ่มใช้งาน *สเตเบิลคอยน์* มากขึ้นในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย โดย Chainalysis รายงานว่า ปี 2025 มีปริมาณเงินผิดกฎหมายที่ไหลเข้าคริปโตแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปรากฏการณ์นี้ถูกตีความว่าเป็นการขยายตัวของอาชญากรรมไซเบอร์ในระดับประเทศ โดยใช้คริปโตเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการโอนเงินเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และยุโรป ความคิดเห็นของเบาเออร์-ลังการ์ตเนอร์ชี้ว่า "กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่คริปโตเริ่มถูกนำไปใช้ในศึกทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น"
ส่วนในแง่นโยบาย ปี 2025 ยังเป็นปีที่ EU เริ่มลงมือจริงจังในการกำกับดูแลคริปโต โดย *MiCA* ไม่เพียงกำหนดให้โครงการคริปโตต้องมีใบอนุญาต แต่ยังระบุข้อกำหนดด้านเงินทุนอย่างชัดเจน ส่งผลให้โปรเจกต์จำนวนมากเร่งวางกลยุทธ์เพื่อการขยายเข้าสู่ตลาดยุโรป เบาเออร์-ลังการ์ตเนอร์ประเมินว่า “ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการ ‘แข่งขันด้วยความสามารถในการปรับตัวต่อกฎระเบียบ’ สำหรับทุกบริษัทที่ต้องการอยู่รอดในตลาด”
เมื่อมองไปยังปี 2026 ประเด็น ‘นโยบาย’, ‘ความปลอดภัย’ และ ‘การต่อต้านอาชญากรรม’ กลายเป็นคำสำคัญที่ต้องจับตามอง หนึ่งในมาตรการหลักคือกฎหมาย *DORA (Digital Operational Resilience Act)* ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ รวมถึงความก้าวหน้าในเทคโนโลยี *การติดตามธุรกรรมบนบล็อกเชนแบบเรียลไทม์* ที่จะเสริมความสามารถในการรับมือความเสี่ยง
สำหรับบริษัทที่สนใจรุกเข้าสู่ตลาดยุโรป เบาเออร์-ลังการ์ตเนอร์แนะนำว่า “จะต้องมีการผสมผสานระหว่างความพร้อมด้านความปลอดภัยทางเทคนิคและความสามารถในการตอบสนองต่อกฎระเบียบอย่างรอบด้าน”
การวิเคราะห์จาก Chainalysis ครั้งนี้ชี้ชัดว่า อุตสาหกรรมคริปโตในปี 2026 จะไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องพิจารณาความสมดุลระหว่าง *การใช้งานจริง*, *ข้อกำกับดูแล* และ *ความเสี่ยง* ซึ่งกำลังกลายเป็นแก่นหลักของยุคใหม่แห่งคริปโตอย่างเต็มรูปแบบ
ความคิดเห็น 0