สเตเบิลคอยน์ขยายตัวในประเทศกำลังพัฒนา อาจแทนที่เงินฝากธนาคารได้ถึง 20%
การใช้งาน *สเตเบิลคอยน์* กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา โดยรายงานล่าสุดจาก S&P Global เมื่อวันที่ 24 ระบุว่า ปริมาณการถือครองสเตเบิลคอยน์ทั่วโลกซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 102.7 ล้านล้านวอนเกาหลีใต้) อาจขยายตัวได้ถึง 730,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,071 ล้านล้านวอน ซึ่งเทียบเท่ากับ *20% ของเงินฝากธนาคาร* ในบางประเทศ
รายงานนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์การนำสเตเบิลคอยน์ไปใช้ใน 45 ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มที่ผูกติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่น *USDC* และ *USDT* โดยระบุว่า “สเตเบิลคอยน์กำลังมีบทบาทมากขึ้นในระบบการเงินควบคู่ไปกับอัตราการเติบโตของการออกเหรียญ” อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีผลกระทบในระดับที่เปลี่ยนแปลงระบบการธนาคารหรือกลไกนโยบายการเงินในภาพรวม
ปัจจัยที่กระตุ้นการเติบโตของสเตเบิลคอยน์มีสามประการหลัก ได้แก่ *เงินเฟ้อที่พุ่งสูง*, *ความต้องการส่งเงินข้ามประเทศ*, และ *ความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัล* โดยรายงานชี้ว่าการรักษามูลค่าทรัพย์สินของประชาชนในประเทศที่มีสกุลเงินไม่มั่นคงคือแรงผลักดันสำคัญที่สุด นอกจากนี้ ธุรกรรมการส่งเงินจากต่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ และการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในวงกว้างก็เป็นปัจจัยเสริมที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด
S&P Global ระบุว่า ประเทศที่กำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อสูง เช่น *อาร์เจนตินา* และ *ตุรกี* มีแนวโน้มที่จะนำสเตเบิลคอยน์มาใช้มากขึ้น โดยใน 15 ประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ มีความเป็นไปได้ที่มูลค่าการถือครองสเตเบิลคอยน์จะสูงถึง *10-20% ของยอดเงินฝากธนาคาร* รายงานอ้างอิงข้อมูลเงินฝากล่าสุด ณ สิ้นปี 2024
นอกจากนี้ ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน Artemies ยังเผยว่า ภายในสิ้นปี 2025 ยอดการใช้บัตรของ Visa ที่เชื่อมโยงกับสเตเบิลคอยน์อาจสูงถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.1 ล้านล้านวอน) คิดเป็นการเติบโตประมาณ *460% เมื่อเทียบรายปี*
โดย *USDC* มีอัตราการใช้งานสูงมากใน *อินเดีย* และ *อาร์เจนตินา* โดยคิดเป็น *47.4%* และ *46.6%* ของธุรกรรมสเตเบิลคอยน์ในแต่ละประเทศ ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่น ขณะที่ในตลาดส่วนใหญ่อย่าง *ตุรกี* *จีน* และ *ญี่ปุ่น* กลับกลายเป็น *เทเทอร์(USDT)* ที่ครองส่วนแบ่งหลัก
รายงานยังเสนอว่า สเตเบิลคอยน์จะไม่เข้ามาแทนระบบธนาคารโดยตรง แต่สามารถ *ทำหน้าที่เสริม* ในประเทศที่ระบบการเงินเปราะบาง โดยเฉพาะในช่วงที่ *เงินเฟ้อพุ่งสูง* แม้ยังไม่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อ *ธนาคารกลาง* หรือระบบการเงินแบบดั้งเดิม แต่แนวโน้มการใช้งานที่เติบโตในกลุ่มประเทศความเสี่ยงสูงก็น่าจับตามอง
ในระยะยาว ประเด็นสำคัญคือบทบาทของ *สเตเบิลคอยน์* จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเทียบกับ *ดอลลาร์ดิจิทัล* หรือ *สกุลเงินดิจิทัลจากธนาคารกลาง (CBDC)* โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับโครงสร้าง *ระบบการเงินดิจิทัลระดับโลก*
**ความคิดเห็น**: การยอมรับสเตเบิลคอยน์ในระดับมหภาคสะท้อนถึงแรงผลักทางเศรษฐกิจที่รุนแรงเกินกว่ารัฐจะควบคุม ซึ่งเมื่อรวมกับโครงสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ความเคลื่อนไหวนี้อาจเปลี่ยนโฉมวงการธนาคารสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในทศวรรษหน้า
ความคิดเห็น 0