ในสัปดาห์นี้ตลาดคริปโตเตรียมเผชิญคลื่นแรงเหวี่ยงขนาดใหญ่จากการปลดล็อกโทเคนมูลค่ารวมราว 2.4 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.69 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคาและสภาพคล่องในตลาด โดยเฉพาะมีกลุ่มเป้าหมายที่กำลังจับตามองคือเหรียญมีม ‘TRUMP’ ที่มีชื่อเหมือน *ประธานาธิบดีทรัมป์* และโปรเจกต์ดีไฟน์อย่าง *ออนโดะไฟแนนซ์(ONDO)*
เมื่อวันที่ 22 ตามเวลาท้องถิ่น บริษัทวิเคราะห์ตลาด Tokenomist รายงานว่า โทเคนที่มีกำหนดปลดล็อกในสัปดาห์นี้ใช้ทั้งระบบ ‘คลิฟ’ ซึ่งปลดครั้งเดียวจำนวนมาก และ ‘เชิงเส้น’ ที่ปล่อยโทเคนในปริมาณเท่ากันทุกวัน ซึ่งอาจกลายเป็นตัวทดสอบสภาพคล่องของตลาดอย่างแท้จริง
ในครั้งนี้ *ออนโดะไฟแนนซ์(ONDO)* จะมีการปลดล็อกมากที่สุด โดยราว 1.13 ล้านล้านวอน (ประมาณ 772 ล้านดอลลาร์) หรือกว่า 50% ของโทเคนหมุนเวียนที่มีการปรับโครงสร้างใหม่จะเข้าสู่ตลาดในเวลาเดียวกัน หากผู้ถือรายใหญ่ตัดสินใจขายออกเพื่อทำกำไรหรือปรับสมดุลพอร์ต อาจกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง
ขณะที่เหรียญมีม ‘TRUMP’ ตามชื่อ *ประธานาธิบดีทรัมป์* เองก็จะมีการปลดล็อกรองลงมาในปริมาณที่น่ากังวล โดยใช้ทั้งรูปแบบคลิฟ มูลค่ากว่า 4.4 แสนล้านวอน (ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์) และแบบเชิงเส้นที่มีมูลค่าใกล้เคียงกัน ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็น 13% ของโทเคนที่ได้รับการปรับใหม่ และ 28% ของอุปทานที่อยู่ในตลาด ซึ่งมากพอจะสร้างแรงสะเทือนในโครงสร้างอุปสงค์-อุปทานระยะสั้น
สถานการณ์ในสัปดาห์นี้จึงไม่ใช่แค่สัญญาณทางเทคนิค แต่นักลงทุนจำเป็นต้องเตรียม ‘กลยุทธ์การออก’ และ ‘เครื่องมือเฮจความเสี่ยง’ ให้พร้อม ทั้งยังเปิดโอกาสในการประเมินว่าความต้องการซื้อที่แท้จริงในตลาดมีอยู่มากพอหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีโปรเจกต์อื่นที่มีแผนปลดล็อกโทเคนแบบคลิฟ เช่น อาร์บิทรัม(ARB), สตาร์คเน็ต(STRK), เซย์(SEI) และ ซีเคซิงค์(zkSync) แม้ว่าในแง่มูลค่าจะไม่มากเท่ากลุ่มหลัก ขณะที่ฝั่งโปรเจกต์ที่ใช้รูปแบบปลดล็อกแบบเชิงเส้นในปริมาณสูงก็ยังมี RAIN ซึ่งเป็นบริการลิควิดสเตกกิ้ง โดยจะเพิ่มอุปทานอีก 1.23 แสนล้านวอน (ประมาณ 84 ล้านดอลลาร์) และ *โซลานา(SOL)* ที่จะเพิ่ม 9.8 หมื่นล้านวอน (ประมาณ 67 ล้านดอลลาร์) ซึ่งแม้โซลานาจะไม่ใช่โครงการหลักในครั้งนี้ แต่แรงขายที่เพิ่มขึ้นระยะสั้นอาจส่งผลสะเทือนได้เช่นกัน
‘แม้ตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่อุปทานโทเคนที่เพิ่มขึ้นแบบกระทันหันล้วนมีผลกระทบต่อความเสถียร’ คือความเห็นจากนักวิเคราะห์หลายราย โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ถือรายใหญ่หรือบุคคลภายในโครงการเข้าขายโทเคนในปริมาณมาก อาจทำให้ความสมดุลของตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ในช่วงที่มีการปลดล็อกจำนวนมาก นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยง มากกว่าการพึ่งพาการวิเคราะห์เชิงเทคนิค โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีแผนปลดล็อกในอัตราสูงผ่านรูปแบบคลิฟหรือเชิงเส้น ควรมีการจัดสรรพอร์ตอย่างระมัดระวัง
สุดท้าย การปลดล็อกครั้งใหญ่นี้จึงไม่เป็นแค่เหตุการณ์ทางเทคนิค แต่ยังเป็นการทดสอบ ‘ความต้องการที่แท้จริง’ และความหนาแน่นของการซื้อขายในตลาดคริปโต ณ เวลานี้อีกด้วย ถือเป็น ‘บททดสอบลิควิดิตี้’ ที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0