ผู้บริหารระดับสูงจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ(SEC) และคณะกรรมการซื้อขายสัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า(CFTC) ได้แสดงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า กฎระเบียบของสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ท่ามกลางความสับสนด้านอำนาจกำกับที่ยืดเยื้อมานาน ขณะนี้ทั้งสองหน่วยงานกำลังร่วมมือกับรัฐสภาเพื่อจัดทำนโยบายที่ชัดเจนและตอบโจทย์ตลาดคริปโต
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) พอล แอตกินส์ ประธานคณะกรรมการ SEC และไมค์ เซลิค ประธาน CFTC เปิดเผยในการสัมภาษณ์กับ CNBC ก่อนเข้างานสัมมนาในกรุงวอชิงตันว่า กำลังมีการพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อกำหนดอำนาจกำกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน และถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านในระบบกฎระเบียบที่สำคัญ
แอตกินส์ระบุว่า ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตซึ่งผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการด้านเกษตรและคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา โดยทั้ง SEC และ CFTC จะทำหน้าที่เป็น ‘ผู้สนับสนุนเชิงเทคนิค’ มากกว่าการกำหนดทิศทาง เพราะการออกแบบนโยบายต้องอยู่ภายใต้การตัดสินใจของผู้ร่างกฎหมาย
แอตกินส์กล่าวว่า ขณะนี้การถกเถียงกำลังมุ่งไปที่สินทรัพย์คริปโตบางประเภทที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม เช่น ‘สเตเบิลคอยน์’ และผลิตภัณฑ์ที่มีฐานจากเงินฝาก ซึ่งโครงการอย่างคอยน์เบสได้พยายามขยายบริการด้านการเงิน จนเผชิญกระแสตึงเครียดจากฝ่ายนิติบัญญัติและธนาคาร แต่แอตกินส์ยืนยันว่า “*สเตเบิลคอยน์* ไม่ใช่สิ่งที่ SEC กังวลโดยตรง เพราะได้รับการพิจารณาในระดับรัฐสภามาก่อนแล้ว”
เขาเสริมว่า สิ่งที่ SEC ให้ความสำคัญคือ *โทเคนรูปแบบหลักทรัพย์ (Tokenized Securities)* และการดำเนินการของหน่วยงานจะยังอยู่ภายใต้ขอบเขตที่รัฐสภากำหนด โดยกล่าวว่า “เราเตรียมพร้อมทำงานตามแนวทางที่ชัดเจนซึ่งรัฐสภาวางไว้”
ด้านเซลิคเห็นพ้องกันว่า ขอบเขตอำนาจเดิมของ CFTC ไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ลูกผสมเช่น *สเตเบิลคอยน์* หรือสินทรัพย์สร้างรายได้ แต่หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของร่างกฎหมายใหม่คือการเพิ่มอำนาจให้ CFTC กำกับดูแลตลาดคริปโตประเภท *การซื้อขายแบบสปอต (Spot Market)* หรือการซื้อ-ขายทันทีโดยไม่ผ่านอนุพันธ์
ปัจจุบัน CFTC มีอำนาจตรวจสอบเพียงในกรณีการฉ้อโกงหรือปั่นราคาหลังเกิดเหตุแล้ว แต่หากร่างกฎหมายผ่าน ก็จะสามารถวางกรอบควบคุมเชิงป้องกันในตลาดคริปโตได้ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้จัดการความเสียหาย’ มาสู่ ‘ผู้ป้องกันความเสี่ยง’
ความเห็นของทั้งสองหน่วยงานสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการแย่งชิงอำนาจกำกับ มาเป็นความร่วมมือเพื่อพัฒนากรอบกำกับที่เป็นรูปธรรม โดยแอตกินส์กล่าวถึงข่าวลือเรื่องการควบรวม SEC และ CFTC ว่า “แต่ละหน่วยงานมีความรับผิดชอบที่แตกต่างและชัดเจนมาตั้งแต่ต้น” และวิเคราะห์ว่าปัญหาหลักคือ ‘พื้นที่สีเทา’ ระหว่างอำนาจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาด และผลักดันให้บริษัทคริปโตของสหรัฐฯ ต้องย้ายฐานออกนอกประเทศ
แอตกินส์ยังตอบข้อกังวลเกี่ยวกับการนำคริปโตเข้าสู่กองทุนเกษียณอายุว่า การลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนแบบมืออาชีพได้เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับคริปโตมานานแล้ว และในอนาคตอาจขยายวงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมาตรการคุ้มครองผู้เกษียณอายุ
ขณะที่เซลิคระบุว่า ความพยายามในการกำกับใหม่นี้คือโอกาสในการ ‘ดึงนวัตกรรมคริปโตกลับเข้าสู่สหรัฐฯ’ หลังจากที่สูญเสียความเป็นผู้นำในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของเขาและแอตกินส์เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมกำหนดรายละเอียดร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาในช่วงเช้าวันเดียวกัน ซึ่งจะเป็นอีกตัวชี้วัดว่า การออกกฎหมายใหม่จะมีความเป็นไปได้หรือไม่
ทั้งสองฝ่ายจะปรากฏตัวร่วมกันในช่วงบ่ายที่สำนักงานใหญ่ของ CFTC ภายใต้หัวข้อ ‘การบูรณาการกฎระเบียบ’ ซึ่งเป็นการร่วมเวทีในรูปแบบเปิดอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความร่วมมือของสองหน่วยงานกลางในตลาดคริปโตสหรัฐฯ ที่เริ่มเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ความคิดเห็น 0