ธนาคารกลางอังกฤษเดินหน้าขับเคลื่อนระบบสเตเบิลคอยน์ โทเคนไรซ์ และทดลองเขตเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ
ธนาคารกลางอังกฤษประกาศยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมการเงินดิจิทัลประจำปี 2026 โดยกำหนดให้ ‘สเตเบิลคอยน์’ และ ‘โทเคนไรซ์’ เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระดับสากลในยุคที่ระบบการเงินเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบดิจิทัลอย่างรวดเร็ว
ซาชา มิลส์ ผู้อำนวยการฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 (ตามเวลาท้องถิ่น) ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในงาน ‘Tokenisation Summit’ ณ กรุงลอนดอน ว่า ธนาคารกลางอังกฤษจะผลักดันแนวทางปฏิบัติสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ‘ระบบสเตเบิลคอยน์’, ‘โทเคนไรซ์สินทรัพย์ค้ำประกัน’ และ ‘เขตทดสอบสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ DSS’ ในปีนี้ พร้อมเน้นว่า ‘หน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมตลาดการเงินดิจิทัลที่รับผิดชอบ ซึ่งสามารถสร้างผลประโยชน์ที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจจริง’
‘สเตเบิลคอยน์’ ทางเลือกใหม่ของระบบชำระเงินแห่งสหราชอาณาจักร
มิลส์ระบุว่า สเตเบิลคอยน์สามารถเปลี่ยนแปลงระบบการชำระเงินทั้งระดับค้าปลีกและค้าส่งให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยนำเสนอธุรกรรมที่ ‘รวดเร็ว ถูก และมีประสิทธิภาพ’ พร้อมมอบทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ทั้งยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจผ่านความสามารถด้านการตั้งโปรแกรมธุรกรรม
เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ธนาคารกลางอังกฤษจับมือกับสำนักงานกำกับดูแลพฤติกรรมทางการเงิน (FCA) พัฒนากรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดยมิลส์เน้นว่าสเตเบิลคอยน์ต้อง ‘ผ่านเกณฑ์เดียวกับเงินตราที่ใช้อยู่ในระบบเศรษฐกิจจริงจึงจะสามารถนำมาใช้งานได้อย่างมั่นคง’
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางอังกฤษได้จัดทำแบบร่างข้อเสนอด้านกฎระเบียบสำหรับ ‘ระบบสเตเบิลคอยน์ที่อิงกับเงินปอนด์อังกฤษ’ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีการกำหนดข้อเสนอในเบื้องต้น เช่น ข้อจำกัดด้านวงเงินการถือครอง โดยเสนอจำกัดที่ 10,000–20,000 ปอนด์ (ประมาณ 1.44–2.88 ล้านบาท) สำหรับบุคคล และ 10 ล้านปอนด์ (ประมาณ 144 ล้านบาท) สำหรับนิติบุคคล ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้ในกรณีเงินปอนด์ดิจิทัล
‘โทเคนไรซ์สินทรัพย์ค้ำประกัน’ ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง
ในด้าน ‘โทเคนไรซ์’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางหลักของปีนี้ มิลส์ระบุว่า แนวคิดนี้ได้เริ่มนำมาทดลองใช้แล้วในตลาดสินทรัพย์ค้ำประกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนระบบผ่านการทำงานอัตโนมัติและเพิ่มความรวดเร็วในการชำระเงิน ทั้งยังสามารถเพิ่มสภาพคล่องโดยรวมของระบบการเงิน
แม้ธนาคารกลางอังกฤษจะไม่บังคับหรือแบนเทคโนโลยีโทเคนไรซ์โดยตรง แต่ได้วางแผนกำหนดกรอบการทำงานภายใต้โครงสร้างของระเบียบโครงสร้างพื้นฐานทางตลาดยุโรป (EMIR) เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบกรอบตลาด ข้อมูลเชิงนโยบายฉบับสมบูรณ์จะเผยแพร่ภายในช่วงครึ่งหลังของปี
มิลส์เสริมว่า ความร่วมมือระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการประสานกรอบกำกับดูแล เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ค้ำประกันระหว่างประเทศ และธนาคารกลางอังกฤษจะเดินหน้าหารือร่วมกับสถาบันการเงินระดับโลกต่อไป
‘เขตทดสอบสินทรัพย์ดิจิทัล (DSS)’ พื้นที่ทดลองสเตเบิลคอยน์ของระบบการเงินใหม่
แนวทางสำคัญลำดับที่ 3 ของธนาคารกลางอังกฤษในปีนี้ คือ ‘เขตทดสอบสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Securities Sandbox: DSS)’ โดยมีเป้าหมายจัดตั้งพื้นที่ทดสอบกึ่งกำกับที่สามารถนำสเตเบิลคอยน์มาใช้งานได้จริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนา ‘ระบบประเมินคุณสมบัติ’ เพื่อพิจารณาว่าสเตเบิลคอยน์ใดสามารถเข้าทดสอบภายใต้ DSS ได้บ้าง
แม้มิลส์จะยอมรับว่า ระบบประเมินนี้อาจยังไม่สอดคล้องสมบูรณ์กับกรอบกำกับดูแลในอนาคตที่ยังไม่สมบูรณ์นัก แต่เขาเชื่อว่า ‘ระบบนี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมตลาดเข้าใจถึงมาตรฐานความยืดหยุ่นขั้นต่ำ และสามารถเป็นสะพานเชื่อมสู่ระบบกำกับดูแลถาวรในตลาดวาณิชธนกิจในอนาคต’
มิลส์ทิ้งท้ายว่า ‘แม้การเปลี่ยนแปลงที่เราผลักดันจะมีความทะเยอทะยาน แต่หากสำเร็จจะเป็นการส่งเสริมเสถียรภาพทางการเงินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ’
นโยบายชัดเจนด้านสินทรัพย์ดิจิทัลคือหัวใจสู่ความได้เปรียบระดับโลก
ทิศทางที่ธนาคารกลางอังกฤษมุ่งเน้นในเรื่องสเตเบิลคอยน์และโทเคนไรซ์ สะท้อนความพยายามรักษาความเป็นผู้นำในเวทีชำระเงินดิจิทัลระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าอย่างสมดุลระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยไม่ละเลยประเด็นสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว หลักการกระจายอำนาจ และการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในตลาด ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะถัดไป
*คำสำคัญ: สเตเบิลคอยน์, โทเคนไรซ์, ธนาคารกลางอังกฤษ, ระบบการชำระเงินดิจิทัล, เขตทดสอบสินทรัพย์ดิจิทัล(DSS)*
ความคิดเห็น 0