บิตคอยน์(BTC)ร่วงต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน โดยนับตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา มูลค่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกหายไปราว 97 ล้านล้านวอน หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท สะท้อนแรงขายและการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากท่าทีเชิงเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และแรงเทขายจากนักลงทุนรายใหญ่ในตลาด
ตามรายงานประจำสัปดาห์ล่าสุดของบริษัทบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล ‘คอยน์แชร์ส(CoinShares)’ ระบุว่า ในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลออกจากผลิตภัณฑ์การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลรวมกว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 64,600 ล้านบาท) ส่งผลให้ยอดเงินสุทธิที่ไหลเข้าตั้งแต่ต้นปีหายไปทั้งหมด และกลายเป็นเงินทุนไหลออกสุทธิสะสมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 38,000 ล้านบาท) ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AuM) จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2025 พบว่าหายไปถึง 73,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.62 ล้านล้านบาท)
โดยเฉพาะ *บิตคอยน์(BTC)* มีเม็ดเงินไหลออกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.32 พันล้านดอลลาร์ (ราว 49,000 ล้านบาท) ในรอบสัปดาห์ ขณะที่ *อีเธอเรียม(ETH)* สูญเสียเงินลงทุนประมาณ 308 ล้านดอลลาร์ (ราว 11,400 ล้านบาท), *ริปเปิล(XRP)* 43.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,600 ล้านบาท), และ *โซลานา(SOL)* 31.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,100 ล้านบาท) ขณะที่เหรียญขนาดเล็กอย่าง *ซุย(SUI)* และ *ไลต์คอยน์(LTC)* ก็เห็นเงินทุนไหลออกเล็กน้อยเช่นกัน
ในทางกลับกัน *กองทุนที่ลงทุนแบบ Short Bitcoin* หรือเดิมพันว่าราคาจะลดลง กลับมีเม็ดเงินไหลเข้าสูงถึง 14.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 540 ล้านบาท) ทำให้อมสินทรัพย์กองทุนเหล่านี้ขยายตัวขึ้น 8.1% นับจากต้นปี ด้าน *เชนลิงค์(LINK)* เป็นหนึ่งในไม่กี่โครงการที่ยังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ โดยมีเงินทุนไหลเข้า 5 แสนดอลลาร์ (ราว 18 ล้านบาท) นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเข้าสินทรัพย์ประเภทโทเคนทองคำและเงิน รวมถึงสินทรัพย์ที่มีตัวตนจริงหรือ 'โทเคนสินทรัพย์จริง' ซึ่งได้รับความนิยมจากการใช้งานบนบล็อกเชน ส่งผลให้มียอดเงินไหลเข้ารวม 15.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 580 ล้านบาท)
หากมองในมุมตามภูมิภาค ยังสะท้อนบรรยากาศที่เป็นลบชัดเจน โดย *สหรัฐ* มียอดเงินทุนไหลออกมากที่สุดถึง 1.65 พันล้านดอลลาร์ (ราว 60,000 ล้านบาท) ส่วน *แคนาดา* และ *สวีเดน* มีเม็ดเงินไหลออก 37.3 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,300 ล้านบาท) และ 18.9 ล้านดอลลาร์ (ราว 670 ล้านบาท) ตามลำดับ ขณะที่บางประเทศไม่ใช่ยุโรป เช่น *เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส,* และ *นิวซีแลนด์* ก็เห็นแรงไหลออกเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ก็มีบางประเทศที่ยังเห็นเงินทุนไหลเข้า อาทิ *สวิตเซอร์แลนด์* (11 ล้านดอลลาร์ หรือราว 400 ล้านบาท), *เยอรมนี* (4.3 ล้านดอลลาร์ หรือราว 160 ล้านบาท) รวมถึง *บราซิล, ออสเตรเลีย,* และ *อิตาลี*
แรงกดดันเพิ่มเติมเกิดขึ้นหลังจากมีข่าวว่า *เควิน วอช(Kevin Warsh)* ถูกเสนอชื่อเป็นประธานเฟดคนใหม่ ส่งผลให้ความกังวลในตลาดทวีความรุนแรงขึ้น และทำให้ราคาบิตคอยน์หลุดแนวรับ 80,000 ดอลลาร์ ลงมาแตะระดับต่ำสุดที่ 74,500 ดอลลาร์ (ราว 2.69 ล้านบาท) มีมูลค่าการล้างโพซิชัน Long ที่ใช้เลเวอเรจสูงถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 91,000 ล้านบาท) ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อจิตวิทยาการลงทุน
บริษัทวิจัย QCP Capital วิเคราะห์ว่า ระดับราคา 74,500 ดอลลาร์ เป็นแนวรับสำคัญซึ่งสอดคล้องกับระดับต่ำสุดของรอบปี 2025 โดยเห็นสัญญาณความต้องการเพิ่มขึ้นในด้าน *การซื้อประกันความเสี่ยงขาลง* ผ่านออปชัน แม้ไม่ใช่ระดับความตื่นตระหนกเท่าช่วงวิกฤตใหญ่ในอดีต แต่ตลาดก็ยังแสดงออกถึงความกังวลด้านความเสี่ยงเชิงลบ และยืนยันความเปราะบางของแนวโน้มตลาดในระยะสั้น
*ความคิดเห็น*: หากบิตคอยน์หลุดระดับ 74,000 ดอลลาร์ หรือราว 2.67 ล้านบาท ตลาดอาจพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบระดับเดิมของปี 2024 แต่หากสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือ 80,000 ดอลลาร์ ได้อีกครั้ง ก็มีแนวโน้มเกิดแรงดีดกลับจากฝั่งออปชันและการลดลงของความผันผวน ซึ่งอาจหนุนให้เกิดจังหวะรีบาวด์ระยะสั้น
ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในอนาคต ได้แก่ การสะสมสินทรัพย์ของสถาบัน, ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และท่าทีที่เปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินสหรัฐที่จะส่งผลโดยตรงต่อแนวโน้มของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกต่อไป
ความคิดเห็น 0