รัฐแอริโซนาออกคำเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหลอกลวงผ่านเครื่องเอทีเอ็มบิตคอยน์(BTC) หลังพบว่าเฉพาะปีนี้เพียงปีเดียว ความเสียหายจากอาชญากรรมลักษณะนี้สูงถึง 177 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,577 ล้านบาท โดยทางการระบุว่า เครื่องคีออสก์หรือเอทีเอ็มคริปโตกลายเป็นช่องโหว่สำคัญที่คนร้ายใช้ในการล่อลวงเหยื่อ
คริส เมซ อัยการสูงสุดของรัฐแอริโซนาเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเอทีเอ็มคริปโตกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงได้จัดทำแบบฟอร์มรายงานหลอกลวงใหม่เปิดให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อสามารถแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันได้ พร้อมย้ำว่า “แค่มีคนบอกให้คุณใช้บิตคอยน์เอทีเอ็ม นั่นก็อาจเป็นสัญญาณชัดเจนของการหลอกลวง”
สถานการณ์ในรัฐแอริโซนาเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มทั่วประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐหรือเอฟบีไอ (FBI) เผยว่าในปีนี้คดีลักษณะนี้เพิ่มขึ้นถึง 99% และสร้างความเสียหายรวมกว่า 246 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,568 ล้านบาท
สำนักงานตำรวจเมืองสกอตส์เดลรายงานว่า ผู้หลอกลวงจะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือแม้กระทั่งสมาชิกในครอบครัว เพื่อส่งข้อความหรือโทรศัพท์หาเป้าหมาย จากนั้นจึงหลอกให้โอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มคริปโตไปยังที่อยู่ที่กำหนด ซึ่งเงินเหล่านี้แทบไม่สามารถติดตามได้
จากความรุนแรงของสถานการณ์ ทางการแอริโซนาจึงเริ่มติดตั้งป้ายเตือน ‘STOP’ แบบกายภาพที่เครื่องเอทีเอ็มคริปโตทั่วรัฐ โดยร่วมมือกับสำนักงานนายอำเภอแคว้นยาวาไพ คริส เมซย้ำว่า แผนรับมือนี้จะมาในทั้งรูปแบบการบริหารและการออกกฎหมาย
สำหรับมาตรการทางกฎหมาย รัฐแอริโซนาจะเริ่มใช้ ‘พระราชบัญญัติป้องกันการหลอกลวงผ่านคีออสก์คริปโต’ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 โดยกำหนดให้ผู้ใช้ใหม่มีขีดจำกัดการทำธุรกรรมต่อวันที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 290,000 บาท) ส่วนผู้ใช้เดิมไม่เกิน 10,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.52 ล้านบาท) หากผู้เสียหายแจ้งความภายใน 30 วัน ผู้ให้บริการเครื่องจะต้องคืนเงินเต็มจำนวน
นอกจากนี้ ผู้ว่าการรัฐเคที ฮอบส์ ยังลงนามในร่างกฎหมาย HB 2749 เพื่อจัดตั้งกองทุนบิตคอยน์สำรองจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้อ้างสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคริปโต เช่น SB 1373 และ SB 1024 ถูกปฏิเสธเนื่องจากข้อกังวลด้านการกำกับดูแล โดยสื่อท้องถิ่นวิจารณ์ว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมในวงการคริปโต
ในระดับประเทศ มีการดำเนินคดีต่อบริษัทให้บริการเอทีเอ็มคริปโตด้วยเช่นกัน ที่วอชิงตัน ดีซี อัยการสูงสุดไบรอัน ชวาล์บ ได้ยื่นฟ้องบริษัทอาเธนา บิตคอยน์(Athena Bitcoin) หลังพบว่าการฝากเงิน 93% ผ่านเครื่องของบริษัทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง หนึ่งในกรณีที่หนักที่สุดเกี่ยวข้องกับชายวัย 71 ปี ที่ถูกล่อให้ฝากเงินถึง 19 ครั้ง สูญเสียเงินไปกว่า 98,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.42 ล้านบาท) โดยบริษัทเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 26% แต่ไม่เคยคืนเงินให้แม้รู้ว่าเป็นการหลอกลวง
ที่ชิคาโก อัยการ联邦ได้ฟ้องพีราส อิซา ซีอีโอของบริษัทคริปโต ดิสเปนเซอร์(Crypto Dispenser) ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดฟอกเงิน ข้อกล่าวหาระบุว่าเครือข่ายของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายและเงินค่ายาเสพติดรวม 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 145 ล้านบาท)
ในระดับนานาชาติ แนวโน้มการควบคุมเครื่องเอทีเอ็มคริปโตก็กำลังขยายตัว ส.ว.ดิค เดอร์บิน เสนอร่างกฎหมาย ‘Crypto ATM Scams Prevention Act (S. 710)’ วางโครงสร้างการควบคุมระดับประเทศ เช่น การกำหนดขีดจำกัดธุรกรรม, การคืนเงินในกรณีถูกหลอกลวง และการลงทะเบียนกับกระทรวงการคลัง รัฐวิสคอนซินเองก็กำลังพิจารณาร่างกฎหมายที่มีรายละเอียดใกล้เคียงกัน
นิวซีแลนด์กลายเป็นประเทศแรกที่ห้ามเครื่องเอทีเอ็มคริปโตโดยสิ้นเชิงเพราะกังวลเรื่องการฟอกเงิน ขณะที่ออสเตรเลียเพิ่มการควบคุมระดับประเทศหลังพบว่า 85% ของผู้ใช้หลักเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง ด้านเมืองสโปแคนในรัฐวอชิงตันก็เป็นเมืองแรกในสหรัฐที่ประกาศห้ามเครื่องคีออสก์เหล่านี้โดยเปิดเผย
แม้ภาพรวมจะเป็นการควบคุมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีความเคลื่อนไหวฝั่งอุตสาหกรรมเช่นกัน ล่าสุด โพลีกอน(MATIC) กำลังพิจารณาเข้าซื้อกิจการ Coinme ที่หยุดดำเนินงานชั่วคราว เพราะปัญหาด้านกฎหมาย มูลค่าการซื้ออยู่ระหว่าง 100-125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,449-1,812 ล้านบาท) ส่วนในรัฐเท็กซัส บริษัท Bitcoin Bank ก็เตรียมติดตั้งเครื่องเพิ่มอีก 200 เครื่อง ซึ่งปัจจุบันเท็กซัสมีเครื่องอยู่แล้วกว่า 4,000 เครื่อง นับเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
‘ความคิดเห็น’: การเร่งวางกฎหมายและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและท้องถิ่นอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการสกัดภัยคุกคามจากการหลอกลวงผ่านเทคโนโลยี ทั้งนี้อุตสาหกรรมควรก้าวไปพร้อมกับการกำกับดูแล ไม่ใช่ในทิศทางตรงกันข้าม
ความคิดเห็น 0