บิตคอยน์(BTC) กลับเข้าสู่ช่วง ‘โอกาส’ อีกครั้ง หลังจากราคาปรับฐานอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตรายใหญ่ระดับโลกอย่าง ไบแนนซ์ ได้เข้าซื้อบิตคอยน์มูลค่าราว 1,300 พันล้านวอน หรือประมาณ 1,449 พันล้านบาท เพื่อเป็นการเริ่มต้นแผนการเปลี่ยนกองทุนคุ้มครองผู้ใช้งาน SAFU มูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) จากสเตเบิลคอยน์ไปเป็นบิตคอยน์โดยสมบูรณ์
เมื่อวันที่ 2 (เวลาท้องถิ่น) ไบแนนซ์ประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแผนรีบาลานซ์สินทรัพย์ของกองทุน SAFU โดยระยะแรกได้ดำเนินการแลกเปลี่ยนสเตเบิลคอยน์มูลค่าประมาณ 1,449 พันล้านบาทไปเป็นบิตคอยน์จำนวน 1,315 BTC ในราคาซื้อเฉลี่ยที่ 77,410 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,122.5 ล้านบาทต่อ 1 บิตคอยน์ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นการปรับโครงสร้างของกองทุน SAFU ให้อยู่ในรูปแบบ ‘สินทรัพย์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ’ แทนที่จะถือเพียงสเตเบิลคอยน์ดังเช่นที่ผ่านมา
ไบแนนซ์ระบุว่า จะยังคงเป้าหมายมูลค่าของกองทุนไว้ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์ โดยหากมูลค่าหดตัวลงต่ำกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.16 ล้านล้านบาท เนื่องจากความผันผวนของราคา ก็จะมีการซื้อเพิ่มเพื่อรักษาสัดส่วนให้คงเดิม
สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดบิตคอยน์มีสัญญาณเชิงบวกร่วมกันทั้งทางจิตวิทยาและด้านเทคนิค หลังจากเกิดการชำระบัญชีครั้งใหญ่รวมมูลค่ากว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ราคาบิตคอยน์ได้เริ่มฟื้นตัว โดย RSI หรือ ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ ร่วงลงแตะระดับ 28 ซึ่งถือว่าอยู่ในภาวะขายมากเกินเกณฑ์ หากสามารถยืนเหนือระดับแนวรับที่ 74,666 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.08 ล้านบาทได้ การฟื้นตัวยังมีแนวโน้มต่อเนื่อง
ด้านเทคนิค ยังพบว่าราคากำลังทดสอบแนวรับ Fibonacci 0.236 ที่ 78,400 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.13 ล้านบาท หากสามารถทรงตัวได้ มีความเป็นไปได้ที่จะเดินหน้าทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 85,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.23 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แนวรับสำคัญด้านล่างอยู่ที่ช่วง 70,837 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.06 ล้านบาท) และ 67,387 ดอลลาร์ (ประมาณ 977,300 บาท) ซึ่งถือเป็นจุดที่แรงซื้อควรแสดงตัวเพื่อรองรับตลาด
ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการปรับฐานในรอบนี้คือข่าวลือเรื่อง ‘เควิน วอช’ อาจได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนต่อไป ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นและกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น อย่างไรก็ดี บิตคอยน์ยังสามารถยืนเหนือระดับ 50,000 ดอลลาร์ต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึง ‘ฐานรองรับขาลง’ ที่แข็งแรง
ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยยังคงระวังภัย นักลงทุนสถาบันหลายรายกลับเดินหน้าสะสมต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือบริษัทเทคโนโลยี HyperScale Data ที่เพิ่งเพิ่มการถือครองบิตคอยน์เกิน 575 BTC ในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear & Greed Index) ได้ลดลงต่ำถึงระดับ 17 ซึ่งเป็นโซน ‘กลัวอย่างรุนแรง’ และเคยถูกมองว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้การกลับตัวในอดีต
ปัจจุบัน บิตคอยน์ครองส่วนแบ่งตลาดคริปโตที่ 57.55% จากมูลค่าตลาดรวมคริปโตทั้งหมดที่ 2.72 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 4,000 ล้านล้านบาท
กลยุทธ์ SAFU ที่เน้นการถือบิตคอยน์แทนการกระจายสินทรัพย์ไปยังคริปโตอื่น ๆ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากแสดงถึงความเชื่อมั่นของไบแนนซ์ในฐานะ ‘สินทรัพย์เก็บมูลค่าระยะยาว’ ไม่ใช่เพียงแค่สินทรัพย์เก็งกำไร โดยเน้นความน่าเชื่อถือเหนือความผันผวน นับเป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมกำลังปรับมุมมองต่อบิตคอยน์ว่าเป็น ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่จะสามารถรักษามูลค่าได้ท่ามกลางความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ
หากไบแนนซ์ดำเนินการสะสมเพิ่มในอนาคต ย่อมสามารถสร้างแรงสนับสนุนด้านปริมาณซื้อ(Fundamental Flow) ซึ่งจะบรรเทาแรงกดดันขาลงในระยะสั้นได้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากราคาบิตคอยน์ฝ่าระดับ 80,700 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.17 ล้านบาท) ไปได้อย่างมั่นคง ตลาดจะเดินหน้าไปยังเป้าหมายถัดไปที่ 88,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.27 ล้านบาท ขณะที่ระดับหยุดขาดทุนแนะนำไว้ที่ 74,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 1.07 ล้านบาท
การเดินหน้าของไบแนนซ์ในครั้งนี้จึงอาจเป็นมากกว่าแค่กลยุทธ์ด้านกองทุน แต่เป็นการวางรากฐานสู่รอบตลาดขาขึ้นใหม่ และเป็นตัวบ่งชี้ว่า ‘ช่วงปรับฐาน’ ที่เราเห็น อาจเป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุนที่เชื่อมั่นในอนาคตของบิตคอยน์ *ความคิดเห็น*
ความคิดเห็น 0