ระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่า *ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ทางศาสนาเหนือสวัสดิภาพของประชาชน* โดยยังคงยึดมั่นในแนวคิดสุดโต่งในทางศาสนา การกดขี่สิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติต่อสตรีอย่างไม่เท่าเทียม ทั้งยังพึ่งพาประเทศต่างชาติอย่างรัสเซียและจีนอย่างชัดเจน สวนทางกับอุดมคติแห่งความเป็นอิสระที่ถูกวางไว้ในช่วงการปฏิวัติอิสลาม
ซานา เอบราฮิมี นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวอิหร่านที่พำนักอยู่ในสหรัฐฯ กล่าวว่า ระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลามในอิหร่านนั้น *แท้จริงคือระบอบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ* โดยมีรากฐานอยู่ที่การใช้กฎหมายศาสนาเป็นเครื่องมือบังคับควบคุมทุกด้านของระบบรัฐ พร้อมกล่าวว่า “รัฐบาลอิหร่านไม่ได้ใส่ใจต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่โฟกัสที่การขยายหลักคำสอนของศาสนาอิสลามแต่เพียงอย่างเดียว”
โครงสร้างทางอำนาจภายใต้การนำของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกวิจารณ์จากเอบราฮิมีว่า *ขัดกับหลักการเสรีนิยมและประชาธิปไตย* อย่างสิ้นเชิง โดยมีระบบที่แต่งตั้งผู้นำสูงสุดด้วยกลไกปิด ซึ่งไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อีกทั้งยังชี้ว่า ความฝันของประชาชนในช่วงการปฏิวัติอิสลามนั้นไม่ใช่เพื่อให้ศาสนาเข้าครอบงำชีวิต แต่ถูกหลอกใช้โดยรูฮอลลอห์ โคไมนี ในขณะนั้น
ในเวทีภูมิภาค อิหร่านภายใต้รัฐบาลคาเมเนอี ยังคงแสดงความทะเยอทะยานจะเป็นผู้นำแห่งโลกอิสลาม ผ่านการสนับสนุนกลุ่มชีอะห์และการต่อต้านไซออนิสต์ แม้จะถูกต่อต้านจากประเทศมุสลิมสายสุนนีส่วนใหญ่ แต่ก็พยายามใช้แนวคิด "ศัตรูร่วม" เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความย้อนแย้งสำคัญคือ *ความพึ่งพาต่างชาติอย่างชัดเจน* ซานทวนจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติว่าเคยอ้างว่าจะปลดแอกจากการครอบงำของชาติตะวันตก แต่ปัจจุบันกลับต้องพึ่งพารัสเซียและจีนในการส่งออกพลังงานและสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับอุดมการณ์ที่วางไว้ตั้งแต่ต้น “เมื่อ เอ่ยถึงความเป็นอิสระ แต่กลับยึดโยงกับอำนาจต่างชาติ ก็เป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างเลี่ยงไม่ได้” เขากล่าว
ในระดับภายในประเทศ ความทุกข์ยากด้านสาธารณูปโภค เช่น ขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ล้มเหลว และชี้ให้เห็นว่า *รัฐบาลให้ความสำคัญกับการธำรงแนวทางศาสนา มากกว่าการยกระดับชีวิตประชาชน*
ประเด็นที่ร้ายแรงที่สุดคือ *โครงสร้างความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ฝังรากลึกในระบบรัฐ* โดยผู้หญิงถูกบัญญัติว่าเป็น ‘พลเมืองชั้นสอง’ ทั้งจากข้อกำหนดการแต่งกาย ไปจนถึงข้อจำกัดในการประกอบอาชีพและเสรีในการเดินทาง เอบราฮิมีบรรยายว่ารัฐบาลใช้การควบคุมข้อมูลและการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมในยามที่มีการประท้วง พร้อมเล่าถึงความสะเทือนใจที่ได้เห็นภาพเด็กถูกยิงกลางถนน “แม้จะรู้จักอิหร่านดีเพียงใด ก็ยากจะเชื่อว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง”
อีกหนึ่งองค์ประกอบเชิงโครงสร้างคือ *การทุจริตที่ฝังรากลึกภายในรัฐบาล* โดยเฉพาะบทบาทของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งมีอำนาจแทรกซึมในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจและการเมือง เอบราฮิมีเปรียบ IRGC ว่าไม่ต่างจาก ‘มาเฟีย’ พร้อมชี้ว่า “หากนักธุรกิจคนใดไม่เชื่อมโยงกับเครือข่ายของ IRGC ก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย”
กรณีเหล่านี้สะท้อนกลไกสืบทอดอำนาจที่กัดกร่อนศรัทธาของประชาชน ขณะเดียวกันเสียงของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมต่อโลกผ่านโซเชียลมีเดียกำลังขยับเป็นพลังต้านจากภายใน ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่มาถึงในอนาคต
เอบราฮิมียังเตือนว่า *การดำรงอยู่ของระบอบเช่นนี้ไม่เพียงคุกคามสิทธิประชาชนในอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยต่อเสถียรภาพของภูมิภาค และความมั่นคงในยุโรป* ด้วย พร้อมแสดงความหวังว่า หากอิหร่านกลับมาสู่เส้นทางแห่งเสรี ความคลั่งไคล้แบบสุดโต่งในนามศาสนาอาจจบลง และโลกอิสลามจะได้กลับคืนสมดุลมากขึ้น
แม้ปัจจุบัน ความห่างไกลระหว่างประชาชนที่ต้องการเสรีภาพ กับโครงสร้างรัฐที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงจะยังคงมีอยู่ แต่ *ด้วยรากประวัติศาสตร์กว่า 2,500 ปี และพลังความหวังของผู้คนในชาติ* ความหวังว่าอิหร่านจะริเริ่มการเปลี่ยนผ่านภายใน ก็ยังไม่ดับลงในสายตานักสังเกตการณ์ทั่วโลก
ความคิดเห็น 0