ผู้เชี่ยวชาญจากหลายฝ่ายได้แสดงความเห็นในเชิงสงสัยต่อบทบาทและศักยภาพของ ‘สเตเบิลคอยน์’ ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการกำกับดูแลบริการทางการเงิน แห่งสภาลอร์ดสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 24 โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับร่างกฎหมาย ‘GENIUS’ ของสหรัฐฯ ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็น ‘เครื่องมือหลบเลี่ยงกำกับดูแลที่อันตราย’
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบของ *สเตเบิลคอยน์* ที่มีต่อระบบการชำระเงิน ระบบธนาคาร และเสถียรภาพทางการเงิน โดยในขณะนี้ สหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนากรอบกำกับดูแลเฉพาะสำหรับสินทรัพย์ประเภทนี้
คริส ไจลส์ คอลัมนิสต์ด้านเศรษฐกิจจากไฟแนนเชียลไทมส์(FT) และศาสตราจารย์อาเธอร์ วิลมาส จากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน แม้จะมีมุมมองบางอย่างที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองก็เห็นพ้องเรื่อง ‘ข้อจำกัดที่ชัดเจน’ ของสเตเบิลคอยน์
ไจลส์ระบุว่าสาเหตุหลักที่ *สเตเบิลคอยน์* ยังไม่ประสบความสำเร็จในสหราชอาณาจักรคือ ‘การขาดกรอบกฎหมายและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน’ โดยย้ำว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงเกินกว่าจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือชำระเงินในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งระบบอย่างเหมาะสม *สเตเบิลคอยน์* อาจสร้างประโยชน์ได้ในธุรกรรมขนาดใหญ่หรือการชำระเงินข้ามพรมแดน แต่สำหรับกรณีสเตเบิลคอยน์ที่อิงเงินปอนด์ เขาให้ความเห็นว่า ‘ไม่จำเป็น’ เพราะระบบชำระเงินของธนาคารในประเทศมีประสิทธิภาพเพียงพอแล้ว
เขายังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน *สเตเบิลคอยน์* ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นทางผ่านในการเข้าสู่หรือออกจากตลาดคริปโต เช่น บิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) มากกว่าจะถูกนำไปใช้จริงในระบบเศรษฐกิจ พร้อมระบุว่า "มันเป็นเพียงจุดเชื่อมต่อของสินทรัพย์ที่ไม่มีมูลค่าโดยแท้ ไม่ใช่การปฏิวัติอะไรทั้งสิ้น"
ประเด็นเรื่อง ‘การให้ดอกเบี้ย’ ของ *สเตเบิลคอยน์* ยังเป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกหยิบยกขึ้นในเวทีนี้ โดยไจลส์อธิบายว่า หาก *สเตเบิลคอยน์* ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือชำระเงินเท่านั้น ก็ไม่ควรให้ดอกเบี้ย แต่หากให้ ก็ต้องประเมินผลกระทบแบบเดียวกับบัญชีเงินฝากทั่วไป ที่อาจคุกคามเสถียรภาพของตลาดการเงิน
นอกจากนี้ เขาได้แสดงการสนับสนุนท่าทีของธนาคารกลางอังกฤษที่ตั้งใจจะปฏิบัติต่อ *สเตเบิลคอยน์* ในลักษณะเดียวกับเงินทั่วไป เช่น การควบคุมการบริหารทุนสำรอง การจัดหาเสถียรภาพในภาวะฉุกเฉิน และการกำหนดแผนรับมือตอนเกิดวิกฤต พร้อมเตือนว่ามีโอกาสที่ *สเตเบิลคอยน์* จะถูกใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรู้จักลูกค้า(KYC) และการป้องกันการฟอกเงิน(AML) โดยเปรียบเทียบว่า “คล้ายกับการถือกระเป๋าเดินทางที่เต็มไปด้วยเงินสดจากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง”
ด้านวิลมาส แสดงความเห็นอย่างรุนแรงต่อร่างกฎหมาย ‘GENIUS’ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในสหรัฐฯ โดยบอกว่า นี่คือ “ความผิดพลาดอย่างร้ายแรง และอาจเป็นต้นเหตุของการล่มสลายของระบบกำกับดูแล” เนื่องจากอนุญาตให้เอกชนนอกระบบธนาคารสามารถออก *สเตเบิลคอยน์* ที่อิงค่าเงินดอลลาร์ได้อย่างอิสระ
เขาเห็นว่า แนวทางตามกฎหมายฉบับนี้เป็นการเปิดประตูให้ผู้เล่นนอกระบบเข้ามาดำเนินธุรกิจเงินตราโดยไม่ผ่านการคัดกรอง ซึ่งสวนทางกับหลักการระมัดระวังที่ใช้กันมาหลายศตวรรษ อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบการเงินทั้งระบบ หากให้บริษัทที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับเข้ามาแบกรับหน้าที่สำคัญเช่นนี้ เขาสรุปว่า “ไม่มีจุดใดที่สามารถเห็นด้วยได้เลยในร่างนี้” พร้อมยกย่องอังกฤษที่ยังพยายามสร้างระบบที่รัดกุมมากกว่า
สุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองได้เน้นถึงความสำคัญของ ‘ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ’ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งาน โดยในขณะนี้ รัฐบาลอังกฤษอยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมายกำกับดูแล *สเตเบิลคอยน์* ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกำหนดทิศทางนโยบายคริปโตของประเทศในระยะยาว
‘*สเตเบิลคอยน์* ไม่ใช่นวัตกรรมแห่งอนาคต แต่เป็นเพียงเส้นทางผ่านในการเข้าสู่โลกคริปโต’ คือนิยามที่อาจเหมาะสมที่สุดในเวลานี้ และวิธีที่แต่ละประเทศเลือกใช้รับมือ จะกำหนดทั้งทิศทางความร่วมมือและโอกาสการลงทุนทั่วโลกในอนาคตข้างหน้า
ความคิดเห็น 0