กลุ่มซีเอ็มอีกำลังพิจารณาออกโทเคนดิจิทัลของตนเอง โดยอาจใช้เป็นหลักประกันระหว่างสถาบันการเงิน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการทดลองว่า ‘สินทรัพย์ที่ถูกโทเคนไรซ์’ สามารถทำหน้าที่เป็นหลักทรัพย์ในระบบการเงินดั้งเดิมได้หรือไม่ และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับตลาดระดับสถาบัน
เมื่อวันที่ 24 เทอร์รี ดัฟฟี(Terry Duffy) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มซีเอ็มอี กล่าวระหว่างการประกาศผลประกอบการว่า บริษัทกำลังพิจารณาการใช้มาร์จิ้นในรูปแบบหลากหลาย รวมถึงเงินสดที่ถูกโทเคนไรซ์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาการเปิดตัวโทเคนของกลุ่มเองผ่านเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ เพื่อให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมนำไปใช้ได้
ดัฟฟีเสริมว่า “หลักประกันที่ออกโดยสถาบันการเงินที่มีความสำคัญต่อระบบจะได้รับความไว้วางใจจากตลาดมากกว่าการออกโทเคนโดยธนาคารระดับรอง” ซึ่งสะท้อนว่าหากโทเคนออกโดยกลุ่มซีเอ็มอี จะมีศักยภาพในด้าน ‘ความน่าเชื่อถือ’ และ ‘สภาพคล่อง’
ก่อนหน้านี้ ในเดือนมีนาคม กลุ่มซีเอ็มอีได้ประกาศความร่วมมือกับกูเกิลคลาวด์เพื่อทดลองระบบการชำระเงินบนบล็อกเชน โดยใช้เทคโนโลยี ‘Universal Ledger’ สำหรับการชำระเงินระหว่างธนาคารและการโทเคนไรซ์สินทรัพย์ ซึ่งการพิจารณาออกโทเคนล่าสุด อาจถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางทดลองดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงการโทเคนของกลุ่มซีเอ็มอีนี้เป็นโครงการแยกต่างหาก และยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างหรือการใช้งานของโทเคนอย่างเป็นทางการ
ในช่วงปีที่ผ่านมา กลุ่มซีเอ็มอีได้ขยายตลาดอนุพันธ์บนคริปโตอย่างต่อเนื่อง เช่น ออกสัญญาฟิวเจอร์สที่อ้างอิงกับเอด้า(ADA), เชนลิงก์(LINK) และสเตลลาร์(XLM) และประกาศความร่วมมือกับแนสแด็กในการจัดทำดัชนีคริปโต ล่าสุดมีแผนที่จะเปิดให้มีการซื้อขายฟิวเจอร์สและออปชันคริปโตแบบ 24 ชั่วโมงตั้งแต่ต้นปี 2026 ภายใต้การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับ
ขณะเดียวกัน ธนาคารและสถาบันการเงินดั้งเดิมก็เร่งทดลองการโทเคนไรซ์และสเตเบิลคอยน์เช่นกัน ปีที่แล้ว แบงก์ออฟอเมริกาประกาศแผนใช้สเตเบิลคอยน์เพื่อปรับปรุงระบบชำระเงิน ขณะที่เจพีมอร์แกนได้เปิดตัวโทเคน ‘JPM Coin’ เพื่อใช้ในการโอนระหว่างลูกค้าสถาบันแบบเรียลไทม์ผ่านบล็อกเชนของคอยน์เบส ‘เบส(Base)’ ที่รองรับการชำระและชำระบัญชีแบบออนเชน
ในฝั่งของฟิเดลิตี้อินเวสต์เมนต์ ก็ได้เผยแผนออกสเตเบิลคอยน์ ‘ฟิเดลิตี้ดิจิทัลดอลลาร์(FIDD)’ ที่ผูกกับเงินดอลลาร์ และเชื่อมโยงกับแผนตั้งธนาคารทรัสต์ของตัวเองภายใต้การอนุมัติแบบมีเงื่อนไขจากหน่วยงานกำกับดูแล
ขณะที่ตลาดสเตเบิลคอยน์ในสหรัฐกำลังโตต่อเนื่องท่ามกลางการอภิปรายเรื่องกฎระเบียบ กฎหมาย ‘GENIUS’ ที่ผ่านเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ช่วยผลักดันให้มูลค่ารวมของตลาดพุ่งจาก 2.6 แสนล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ราว 3.06 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ซึ่ง ‘ความคิดเห็น’ อาจชี้ว่า ตลาดกำลังยอมรับการโทเคนไรซ์ของเงินสดในวงกว้างมากขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่า แนวทางของกลุ่มซีเอ็มอีที่ผสานระบบการเงินดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์ อาจสร้างสะพานเชื่อมระหว่างโลกคริปโตกับการเงินกระแสหลัก โดยยังรักษาความเชื่อมั่นและความปลอดภัยจากระบบเดิมไว้ ขณะเดียวกันก็เปิดรับความคล่องตัวและประสิทธิภาพของบล็อกเชน หากโครงการโทเคนของกลุ่มซีเอ็มอีคืบหน้าจริง อาจมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างตลาดคริปโตระดับสถาบันในอนาคต
ความคิดเห็น 0