บิตคอยน์(BTC) ร่วงทะลุแนวรับจิตวิทยาที่ระดับ 70,000 ดอลลาร์(ประมาณ 2.3 ล้านบาท) หลังประธานาธิบดีทรัมป์เสนอชื่อ เควิน วอร์ช( Kevin Warsh) อดีตกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดต่างตีความว่าท่าทีของวอร์ชอาจนำไปสู่การคุมเข้มทางการเงินอย่างเข้มงวด
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ราคาบิตคอยน์ลดลงแตะระดับ 67,619 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.99 ล้านบาท) ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา มูลค่าสัญญาฟิวเจอร์สที่ยังเปิดอยู่(open interest) ลดลงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท) สะท้อนการปิดสถานะเลเวอเรจจำนวนมากจากความกังวลต่อการคุมเข้มนโยบายการเงิน ซึ่ง ‘แรงเทขาย’ ตามมาทันทีหลังข่าวเกี่ยวกับวอร์ชแพร่กระจายในตลาด
แม้ว่าวอร์ชจะเคยแสดงท่าทีเป็นมิตรกับคริปโต เช่น เคยเรียกบิตคอยน์ว่า “ทองคำยุคใหม่” แต่ในอีกแง่หนึ่งเขาก็เป็นหนึ่งในผู้คัดค้านนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณอย่างชัดเจน โดยมองว่าธนาคารกลางกำลังบิดเบือนราคาทรัพย์สินผ่านงบดุลที่ขยายตัวมากเกินไป ความกังวลดังกล่าวจึงทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดคริปโตอย่างเร่งด่วนเพราะเกรงว่าการ 'ตัดท่อน้ำเลี้ยง' จะเริ่มต้นขึ้นในเร็ววัน
สถานการณ์ของกองทุน ETF ที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายบิตคอยน์จริง (Spot ETF) ก็เริ่มกระทบด้วยเช่นกัน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมลดลงต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในไตรมาสนี้ แรงซื้อที่ชะลอลงส่งผลให้แนวรับด้านเทคนิคถูกเจาะได้ง่าย และระดับ 70,000 ดอลลาร์ที่เคยเป็นแนวรับมาตลอดทั้งปี 2025 ที่ผ่านมา ก็พังลงในที่สุด
ในขณะที่ตลาดคริปโตเจอแรงเทขาย ตลาดทองกลับพุ่งทำสถิติใหม่ โดยราคาทองคำพุ่งแตะ 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 187,000 บาท) สะท้อนว่าเม็ดเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์ไหลเข้าสู่ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ท่ามกลางแนวนโยบายการเงินที่อาจเข้มข้นขึ้นและค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่อง
สถานการณ์นี้ถูกเรียกว่า ‘พาราด็อกซ์ของวอร์ช’ เพราะแม้จะเคยสนับสนุนคริปโตด้วยคำพูด แต่แนวนโยบายภาคปฏิบัติของเขาอาจส่งผลในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความน่ากังวลอยู่ที่การตัดแหล่งทุน (liquidity) ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตในตลาดบิตคอยน์ช่วงที่ผ่านมา
วิเคราะห์จากนักการเงินหลายรายระบุว่า การร่วงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับฐานทางจิตวิทยา แต่เป็นเครื่องสะท้อนสัญญาณว่าตลาดกำลังตื่นตัวต่อยุคใหม่ที่ "เฟดจะไม่คอยช่วยตลาดอีกต่อไป" ส่งผลให้บิตคอยน์และคริปโตโดยรวมจะต้องเริ่มพึ่งพาพื้นฐานจริง เช่น ‘การนำไปใช้งานได้จริง’ และ ‘การเป็นที่เก็บมูลค่า’ มากขึ้น
ตลาดคริปโตจึงอาจเผชิญความผันผวนสูงต่อไปจนกว่านโยบายของวอร์ชจะชัดเจนขึ้น ซึ่งครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้นักลงทุนตระหนักว่า ‘สภาพคล่อง’ มีความสำคัญมากกว่า ‘สถานะทางกฎหมาย’ ในการผลักดันราคาคริปโตอย่างแท้จริง
ความคิดเห็น 0