วิตาลิก บูเตริน(Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ถูกจับตาอีกครั้งหลังมีข้อมูลบนเชน(บล็อกเชน)เผยว่าเขาเพิ่งขายรวม 1,869ETH ภายในสองวัน ส่งผลให้ตลาดมองว่าเป็นสัญญาณทำกำไรจาก ‘วาฬ’ ขณะที่ราคาอีเธอเรียม(ETH) เดินหน้าอ่อนตัวลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้นจากประเด็น ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ และนโยบายขึ้นภาษีศุลกากร
ตามข้อมูลจากบัญชีวิเคราะห์ออนเชน ลุคออนเชน(Lookonchain) วิตาลิกขายอีเธอเรียม(ETH) จำนวน 1,869ETH ในช่วงสองวันที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าราว 3.67 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 53 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ละ 1,444 บาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน ลุคออนเชนระบุว่าราคาอีเธอเรียม(ETH) ปรับตัวลงจาก 1,988 ดอลลาร์ เหลือ 1,875 ดอลลาร์ ลดลงราว 5.7%
การกลับมาขายของวิตาลิกเกิดขึ้นหลังจากหยุดพักราวสองสัปดาห์ และเริ่มทยอยขายอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ หากนับตั้งแต่ต้นปี เขาขายสะสมแล้วประมาณ 9,000ETH คิดเป็นมูลค่าราว 18 ล้านดอลลาร์ หรือราว 260 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ตอนที่วิตาลิกขาย 6,958ETH (ราว 14.78 ล้านดอลลาร์) ราคาอีเธอเรียม(ETH) เคยร่วงหนักจาก 2,360 ดอลลาร์ ลงสู่ 1,825 ดอลลาร์ หรือลดลงกว่า 22.7% ทำให้รอบนี้ตลาดจับตาว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นเพียงการ ‘จัดสรรเงินทุน’ เพื่อโปรเจกต์ต่าง ๆ หรือเป็นสัญญาณเตือนถึงการขายระลอกใหม่
ทรัมป์ลั่นเดินหน้าขึ้นภาษี ดันความเสี่ยง-ผันผวนคริปโตพุ่ง
จังหวะที่วิตาลิกขายเหรียญยังซ้อนทับกับปัจจัยมหภาคที่ตึงเครียดมากขึ้น สื่อจากต่างประเทศรายงานว่าในคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อีเธอเรียม(ETH) ไหลลงจากบริเวณ 1,957 ดอลลาร์ ไปแถว 1,856 ดอลลาร์ โดยนักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองว่าคำประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าจะผลักดันการขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% เป็นตัวกระตุ้น ‘โหมดหลบเลี่ยงความเสี่ยง’ ในสินทรัพย์เสี่ยง เขายังส่งสัญญาณว่าอาจเดินหน้าขึ้นภาษีเพิ่มเติมเพื่อหนุนเอเจนดาด้านการค้าในอนาคต
คริปโตเป็นตลาดที่มักอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงด้าน ‘ดอกเบี้ย-ค่าเงินดอลลาร์-ภาษีศุลกากร’ โดยเฉพาะอีเธอเรียม(ETH) ซึ่งเป็นฐานสำคัญของดีไฟ(DeFi) และเลเยอร์2 เมื่อความต้องการเสี่ยงเริ่มเย็นลง มักเห็นการลดโพซิชันอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากเทรดดิงวิว(TradingView) ระบุว่าช่วงเวลาจัดทำบทความ อีเธอเรียม(ETH) เคลื่อนไหวแถว 1,960 ดอลลาร์ และหากมองย้อนหลัง 7 วัน ราคาปรับตัวลงประมาณ 4%
ยังถือกว่า 224,000ETH มูลค่าเกิน 4.29 ร้อยล้านดอลลาร์
ถึงแม้จะมีแรงขายรอบใหม่ แต่การตีความว่าเป็นสัญญาณ ‘ขาลงถาวร’ ของอีเธอเรียม(ETH) อาจเร็วเกินไป เพราะวิตาลิกยังถือครองอีเธอเรียม(ETH) อยู่มากกว่า 224,000ETH ตามข้อมูลที่เปิดเผย ซึ่งที่ราคาในปัจจุบันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 429 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,190 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในพอร์ตส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งบนเครือข่ายนี้
ในเดือนมกราคม วิตาลิกเคยระบุว่าเขาได้ถอนอีเธอเรียม(ETH) จำนวน 16,384ETH ออกมาเพื่อสนับสนุนโปรเจกต์โอเพ่นซอร์ส โดยเขาตั้งใจจัดสรรเงินทุนให้แก่โครงการด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่มุ่งเสริมความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ ‘เปิด ปลอดภัย และตรวจสอบได้’ (open, secure, and verifiable) เขายังเน้นย้ำว่าประเด็นความเป็นส่วนตัว สิทธิอธิปไตยในข้อมูลของผู้ใช้ (self-sovereignty) และความทนทานในระยะยาว (resilience) เป็นหัวใจของทิศทางสนับสนุนเงินทุนนี้
‘ความคิดเห็น’ การที่วิตาลิกยังถือเหรียญหลักจำนวนมาก และประกาศชัดว่าใช้ส่วนที่ขายไปหนุนโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของเขาอาจสะท้อนการบริหารพอร์ตมากกว่าการเทขายเชิงลบต่ออีเธอเรียม(ETH) เอง
แผนสร้าง “ไซเฟอร์พังก์ เลเยอร์” เสริมทัพอีเธอเรียม
ด้านเทคโนโลยี วิตาลิกส่งสัญญาณทิศทางที่ ‘เร่งเครื่อง’ มากขึ้น เขาเปิดเผยแนวคิดการเพิ่มเลเยอร์ใหม่ที่ยึดหลักไซเฟอร์พังก์เข้ามาแบบ ‘โบลต์ออน(bolt-on)’ พูดง่าย ๆ คือไม่ทิ้งเครือข่ายอีเธอเรียม(ETH) เดิม แต่ต่อเติมเลเยอร์อีกชั้นทับเข้าไป โดยมีเป้าหมายสำคัญอย่างการเพิ่มความต้านทานต่อการเซ็นเซอร์ เสริมการรองรับเทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบรู้ศูนย์ (Zero-Knowledge) รวมถึงทำให้กลไกฉันทามติง่ายขึ้น
วิตาลิกมองว่าเมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI ช่วยในการเขียนและตรวจสอบโค้ดเติบโตพอ เลเยอร์ใหม่ในลักษณะนี้อาจขึ้นมาเป็นแกนหลักภายใน 5 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น และเฟรมเวิร์กเดิม ๆ บนอีเธอเรียม(ETH) ก็สามารถถูก “เขียนใหม่” ให้อยู่ในระบบใหม่นี้ได้ ความเห็นดังกล่าวมีที่มาจากการตอบโต้ข้อเสนอในคอมมูนิตี้ที่อยากให้ “ทิ้งอีเธอเรียมเวอร์ชันปัจจุบัน แล้วไปสร้างเชนใหม่ที่เป็น ‘ไซเฟอร์พังก์ เชน’ ตั้งแต่ต้น” ซึ่งวิตาลิกเลือกแนวทาง “ต่อยอด” แทนที่จะ “เริ่มใหม่”
ปัจจุบัน อีเธอเรียม(ETH) เผชิญเสียงวิจารณ์เรื่องการ ‘กระจายตัวของระบบนิเวศ’ (fragmentation) จากการเติบโตของเลเยอร์2 จำนวนมาก ทำให้สภาพสภาพคล่องและผู้ใช้งานถูกแยกย้ายตามเชนต่าง ๆ ด้านข้อเสนอเชิงเทคนิค มีทั้งแนวคิด ‘ลิสต์ธุรกรรมบังคับรวม’ (forced inclusion lists) เพื่อบังคับให้ตัวตรวจสอบบล็อกต้องใส่ธุรกรรมที่ถูกต้องเข้าบล็อก รวมถึงการอัปเกรดระบบความปลอดภัยวอลเล็ต ให้รองรับฟีเจอร์มัลติซิก (multisig) และฟังก์ชันที่ ‘ต้านทานคอมพิวเตอร์ควอนตัม’ (quantum-resistant) มากขึ้น
‘ความคิดเห็น’ หากมองในมุมโครงสร้าง เทรนด์ไปในทางเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ด้วยการเชื่อมโลก Zero-Knowledge และเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะยาว เข้ากับอีเธอเรียม(ETH) ที่ใช้งานจริงอยู่แล้ว ซึ่งอาจช่วยลดข้อครหาเรื่องการกระจายตัวด้วยการเพิ่ม “เลเยอร์ร่วม” ที่ปลอดภัยกว่า
ข้างหนึ่งขาย อีกข้างหนึ่งกวาดซื้อ 45,000ETH สะท้อนดีมานด์สถาบันยังหนาแน่น
ในอีกมุมหนึ่ง ข้อมูลออนเชนก็เผยภาพที่ต่างออกไป โดยชี้ให้เห็นว่าขณะที่วิตาลิกขาย อีกรายหนึ่งกลับกำลังเร่งซื้อ ลุคออนเชนระบุว่า บิตมाइन อิมเมอร์ชัน เทคโนโลยีส์(Bitmine Immersion Technologies) บริษัททรัพย์สินอีเธอเรียม(ETH) ที่บริหารโดย ทอม ลี(Tom Lee) ได้กวาดซื้ออีเธอเรียม(ETH) รวม 45,000ETH ภายในสองวัน คิดเป็นมูลค่าราว 89 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,285 ล้านบาท โดยบิตมายนยังเดินหน้าซื้อเพิ่มวันละราว 10,000ETH (ประมาณ 19.5 ล้านดอลลาร์) อย่างต่อเนื่อง
ทอม ลี เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัย ฟันด์สแตรท โกลบอล แอดไวเซอร์ส(Fundstrat Global Advisors) และจะขึ้นเป็นประธานของบิตมายในเดือนมิถุนายน 2025 บริษัทรายนี้เคยเน้นธุรกิจขุดบิตคอยน์(BTC) เป็นหลัก แต่กำลังขยับสู่โมเดล ‘ทรังซารี(ทรัพย์สินในงบดุล)’ ที่โฟกัสอีเธอเรียม(ETH) มากขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าใกล้เคียงกับกลยุทธ์สะสมบิตคอยน์ของบริษัทจดทะเบียนอย่าง *ไมโครสแตรทิจี(MSTR)* ที่ใช้สต็อกคริปโตในงบดุลเป็นแกนกลาง ข้อมูลบนเชนระบุว่าบิตมายนตั้งเป้าถือครองอีเธอเรียม(ETH) ให้ได้ถึง 5% ของปริมาณเหรียญทั้งหมดที่ออกหมุนเวียนในระบบ
‘ความคิดเห็น’ การที่ฝั่งหนึ่งเป็นผู้ก่อตั้งระดับตำนานเลือกขายบางส่วน ขณะที่อีกฝั่งคือบริษัทสถาบันเร่งสะสมจำนวนมาก สะท้อนความแตกต่างด้านวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน วิตาลิกอาจขายเพื่อนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทียบกับบริษัทที่ต้องการเพิ่มอีเธอเรียม(ETH) เป็น “สินทรัพย์ในงบดุล” ระยะยาว
ในระยะสั้น การขายจากผู้ถือรายใหญ่ย่อมเพิ่มความผันผวนให้ราคา โดยเฉพาะท่ามกลางบรรยากาศความเสี่ยงจาก ‘ภาษีศุลกากร’ และปัจจัยมหภาคอื่น แต่ในระยะกลางถึงยาว น้ำหนักของ ‘ดีมานด์จากสถาบัน’ และ ‘การอัปเกรดเชิงโครงสร้างของระบบนิเวศอีเธอเรียม(ETH)’ จะเป็นตัวแปรสำคัญ ว่าราคาสามารถสร้างฐานใหม่เหนือแรงขายระยะสั้น และเปลี่ยนความผันผวนวันนี้ให้กลายเป็นโอกาสสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาวได้หรือไม่
ความคิดเห็น 0