Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) ติดกรอบ 60,000–70,000 ดอลลาร์ ศึกเงียบ ETF–วาฬ–นักขุด–บริษัทใหญ่ชี้ทิศทางรอบใหม่

บิตคอยน์(BTC) ติดกรอบ 60,000–70,000 ดอลลาร์ ศึกเงียบ ETF–วาฬ–นักขุด–บริษัทใหญ่ชี้ทิศทางรอบใหม่ / Tokenpost

บิตคอยน์(BTC) ราคาร่วงลงประมาณ 35% ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคมถึง 5 กุมภาพันธ์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วง ‘ไซด์เวย์’ แกว่งตัวในกรอบ 60,000–70,000 ดอลลาร์ (ราว 85.95–100.31 ล้านบาท) ต่อเนื่องตลอด 22 วันที่ผ่านมา แม้ราคาเคลื่อนไหวน้อย แต่กระแสเงินในกองทุน ETF แบบสปอต, การสะสมเหรียญของ ‘วาฬ’, ตัวชี้วัดฝั่งนักขุด และยุทธศาสตร์ถือบิตคอยน์(BTC) ของภาคธุรกิจ กลับส่งสัญญาณสวนทางกัน คล้าย ‘ศึกชักเย่อเงียบ ๆ’ ระหว่างกลุ่มทุนในตลาดคริปโต

ความเหลื่อมกันของตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยสะท้อนว่า ทุนกำลังถูกจัดวางอย่างไรภายในตลาดบิตคอยน์(BTC) แยกจากภาพราคาในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่กองทุน ETF สปอตบิตคอยน์(BTC) ยังเผชิญภาวะเงินไหลออกต่อเนื่อง ขณะที่กระเป๋าวาฬ โครงสร้างพื้นฐานการขุด และปริมาณถือครองของบริษัทจดทะเบียน กลับเคลื่อนตัวด้วยจังหวะที่แตกต่างกัน และอาจเป็น ‘เบาะแส’ บ่งชี้ทิศทางรอบถัดไปของตลาด

‘กองทุน ETF สปอตบิตคอยน์สหรัฐ’ 90 วันติดลบ เงินไหลออกกดดันฝั่งซื้อ

กองทุน ETF สปอตบิตคอยน์(BTC) ในสหรัฐมียอด ‘เงินไหลเข้าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 90 วัน’ (90-day rolling average) ลดลงมาอยู่ที่ระดับ -2.18 พันล้านดอลลาร์ (ราว 3.12 แสนล้านบาท) หมายความว่า หากมองในกรอบ 90 วันล่าสุด ปริมาณเงินที่ไหลออกจาก ETF สูงกว่าเงินที่ไหลเข้ารวมกันสุทธิอยู่ระดับหลายพันล้านดอลลาร์

ข้อมูลย้อนหลังระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีเพียงสองช่วงเท่านั้นที่ตัวเลขเฉลี่ย 90 วันของกองทุน ETF สปอตบิตคอยน์(BTC) กลับมาเป็น ‘ค่าติดลบ’ คือช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคม 2025 และช่วงตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2025 เป็นต้นมา ซึ่งก็คือช่วงปัจจุบัน ทั้งสองกรณี ภายหลังตลาดต่างเผชิญกับระยะ ‘ปรับฐานราคา’ ทำให้ผู้เล่นสถาบันและรายใหญ่จับตาทิศทางกระแสเงินจากผลิตภัณฑ์ ETF อย่างใกล้ชิด

การที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ยังติดลบสะท้อนว่า ในเชิงโครงสร้างแล้ว ‘แรงซื้อจากฝั่ง ETF’ ยังคงอ่อนแรง เมื่อจำนวนเหรียญที่ถูกซื้อสะสมน้อยกว่าปริมาณที่ถูกเทขายออกอย่างสม่ำเสมอ ย่อมกดดันให้ ‘ความต้องการรวม’ ลดลง ส่งผลให้ราคามีโอกาสไปต่อด้านบนได้ยากขึ้นในระยะสั้น

ในทางกลับกัน หากตัวชี้วัดนี้พลิกกลับขึ้นมายืนเหนือ 0 และรักษาภาวะ ‘เงินไหลเข้าสุทธิ’ ได้อย่างมั่นคง ก็อาจถูกตีความว่า ‘เงินทุนสถาบันกำลังกลับเข้ามา’ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เมื่อเม็ดเงินใน ETF ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งแนวโน้มราคาและสภาพคล่องของบิตคอยน์(BTC) ก็มักจะมีทิศทางที่ดีขึ้นตามไปด้วย ‘ความคิดเห็น’ ETF ยังคงเป็นสมรภูมิหลักของทุนสถาบัน ถ้ากราฟเงินไหลเข้ายังแดงต่อไปนาน ๆ ภาพฝั่งซื้อระยะกลางถึงยาวจะถูกกดทับอย่างเลี่ยงไม่ได้

‘วาฬ’ เก็บของต่อหรือพักรบ จับตา ‘ความเร็วในการสะสม’ เทียบเส้นค่าเฉลี่ย

แพลตฟอร์มวิเคราะห์ออนเชนอย่างคริปโตควอนต์(CryptoQuant) ติดตามพฤติกรรมของกระเป๋าที่ถือบิตคอยน์(BTC) ระหว่าง 1,000–10,000 BTC ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่ม ‘วาฬ’ ของตลาด ช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2023 กระเป๋ากลุ่มนี้เพิ่มการสะสมรวมกว่า 200,000 BTC โดยในช่วงนั้นราคาบิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวในกรอบเพียง 25,000–30,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.58–4.29 ล้านบาท)

‘แกนสำคัญ’ ของการอ่านสัญญาณอยู่ที่การดูว่า ‘ปริมาณการเปลี่ยนแปลงในรอบ 1 ปี’ (1-year change) ของจำนวนเหรียญที่วาฬถือครอง ‘ตัดขึ้นเหนือ’ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 365 วัน (365-SMA) หรือไม่ เพราะเมื่อใดที่กราฟ 1-year change ทะลุขึ้นเหนือ 365-SMA จะหมายความว่า วาฬกำลังเพิ่มความเร็วในการสะสมเหรียญมากกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาว

ในปี 2023 ช่วงที่สัญญาณ ‘ตัดขึ้น’ ปรากฏชัดเจน ถูกเชื่อมโยงกับระยะที่ราคากำลังแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ แต่มีการดูดซับแรงขายออกจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะตามมาด้วย ‘รอบขาขึ้น’ ที่ทรงพลังในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า หากบิตคอยน์(BTC) ต้องการกลับมาสร้าง ‘เทรนด์ขาขึ้นที่แข็งแรง’ อีกครั้ง ปริมาณถือครองของวาฬในรอบ 1 ปีควรจะกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้น 365-SMA อย่าง ‘ต่อเนื่อง’ เพื่อยืนยันว่าตลาดกำลังเข้าสู่เฟส ‘ดูดซับเหรียญขนาดใหญ่’ เหมือนในอดีต ‘ความคิดเห็น’ ถ้ากราฟสะสมของวาฬไม่เร่งตัวขึ้นเหนือค่าเฉลี่ย ในขณะที่ ETF ยังเงินไหลออก ภาพรวมฝั่งซื้ออาจขาดแรงเทคโอเวอร์จากทุนใหญ่

แฮชเรตชะลอแต่ความเชื่อมั่นโครงสร้างพื้นฐานยังอยู่ จับตา ‘กำไรนักขุด’

ค่าเฉลี่ย 30 วันของ ‘แฮชเรต’ เครือข่ายบิตคอยน์ (กำลังประมวลผลเพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย) ล่าสุดอยู่แถว 0.99 ZH/s ลดลงจากจุดสูงสุดราว 1.10 ZH/s ในเดือนพฤศจิกายน 2025 การที่ทั้งแฮชเรตและราคาบิตคอยน์(BTC) อ่อนตัวลงพร้อมกันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นปัจจัยลบในเชิงจิตวิทยาในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม แฮชเรตถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญด้าน ‘ความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นฐานการขุด’ เพราะสะท้อนการลงทุนในเครื่องขุดและระบบไฟฟ้าของผู้ประกอบการเหมืองคริปโต หากในช่วงที่ราคากำลังนิ่งหรือแกว่งออกด้านข้าง แต่แฮชเรตยังคงไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง มักถูกตีความว่า ภาคเหมืองกำลัง ‘วางเดิมพันระยะยาว’ กับบิตคอยน์(BTC) โดยไม่ยี่หระต่อความผันผวนสั้น ๆ ของราคา

ยิ่งไปกว่านั้น หากแฮชเรตปรับตัวขึ้นนำหน้าราคา หรือเกิด ‘ภาวะที่แฮชเรตแข็งแรงกว่าราคาอย่างต่อเนื่อง’ ก็สามารถชี้ให้เห็นว่า ‘ความเชื่อมั่น’ ของฝั่งนักขุดและผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกำลังสะสมตัว ซึ่งในอดีตหลายครั้งมักเป็นสัญญาณนำของรอบฟื้นตัว

ปัจจัยชี้ขาดอีกด้านคือ ‘ความสามารถทำกำไรของนักขุด’ ที่มักจะวัดผ่านดัชนีอย่างแฮชไพรซ์(hashprice) หากรายได้ของนักขุดมีเสถียรภาพ และแรงขายเหรียญจากฝั่งเหมืองลดลง การเพิ่มขึ้นของแฮชเรตจะถูกมองในเชิง ‘ขยายกำลังผลิตบนฐานกำไรที่แข็งแรง’ มากกว่าจะเป็นเพียง ‘การเร่งลงทุนเกินตัวในสภาพกดดันด้านมาร์จิน’ ‘ความคิดเห็น’ ถ้านักขุดจำใจขายเหรียญเพื่อพยุงกระแสเงินสด การดีดตัวของราคามักถูกเทขายทับซ้ำ ทำให้รอบฟื้นตัวเดินหน้าได้ยาก

บริษัทจดทะเบียนชะลอการสะสม บิตคอยน์(BTC) กลายเป็น ‘ถือรอ’ มากกว่า ‘ลุยซื้อ’

รายงานจากเว็บไซต์บิตคอยน์เทรเชอรีส์ดอตเน็ต(BitcoinTreasuries.net) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ภาคธุรกิจและนิติบุคคลที่ใช้บิตคอยน์(BTC) เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงิน ได้เพิ่มการถือครองรวมราว 43,200 BTC โดยในจำนวนนี้มาจาก ‘สเตรททีจี(Strategy)’ ราว 40,150 BTC หรือเกือบทั้งหมดของการซื้อสุทธิประจำเดือน

แม้ภาพรวมจะดูเหมือนว่าองค์กรต่าง ๆ ยังเดินหน้าซื้อสะสม แต่หากมองในมุม ‘แนวโน้มระยะยาว’ จะพบว่า ‘ความเร็วในการซื้อแบบกระจุกตัว’ เริ่มชะลอลงอย่างชัดเจน โดยยอดซื้อสุทธิรายเดือนของสเตรททีจี(Strategy) เคยพุ่งแตะจุดสูงสุดบริเวณ 148,000 BTC ในเดือนพฤศจิกายน 2024 และยังหนุนด้วยการสะสมอีกประมาณ 87,000 BTC ในเดือนกรกฎาคม 2025

เมื่อเทียบตัวเลขเหล่านั้นกับยอดซื้อเดือนล่าสุด จะเห็นได้ว่าความร้อนแรงของการ ‘ไล่เก็บเหรียญ’ ลดลงอย่างมาก อีกทั้งการเพิ่มขึ้นในรอบ 30 วันล่าสุดยังคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการถือครองรวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่อยู่ราว 1.13 ล้าน BTC

รายงานชี้ว่า การเพิ่มขึ้นสุทธิในเดือนดังกล่าวคิดเป็นการเติบโตของการถือครองรวมแค่ประมาณ 0.1% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่า ‘ยุทธศาสตร์บิตคอยน์(BTC) ของภาคธุรกิจ’ อยู่ในโหมด ‘ประคองสถานะเดิมและปรับจังหวะ’ มากกว่าจะเป็นช่วงของการเร่งสะสมแบบเชิงรุกเหมือนในอดีต

ในมุมมองราคา ยิ่งภาคธุรกิจขยายการถือครองได้ ‘กว้างและเร็ว’ เท่าไร ผลในเชิงดูดซับเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดก็ยิ่งเด่นชัด แต่เมื่อความเร็วในการเพิ่มถือครองชะลอลง การซื้อจากฝั่งองค์กรก็อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการ ‘รักษาโพสิชันในระดับปัจจุบัน’ มากกว่าการกลายเป็น ‘ตัวขับเคลื่อนดีมานด์รอบใหม่’ ‘ความคิดเห็น’ ถ้าบริษัทใหญ่เปลี่ยนจากโหมดลุยซื้อเป็นโหมดถือรอ แรงดูดซับเหรียญส่วนเกินในตลาดสปอตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ราคายังติดกรอบ แต่สมรภูมิระหว่าง ETF–วาฬ–นักขุด–บริษัทกำลังตัดสินทิศทาง

แม้บิตคอยน์(BTC) จะติดกล่องแกว่งในกรอบ 60,000–70,000 ดอลลาร์ แต่ในฉากหลังนั้น กระแสเงินทุนจากกองทุน ETF สปอตยังไหลออก ขณะที่ดาต้าฝั่งวาฬ อุตสาหกรรมขุด และการถือครองของบริษัทจดทะเบียน ต่างฉายภาพที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

ท้ายที่สุด ‘ทิศทางรอบถัดไป’ ของบิตคอยน์(BTC) จะขึ้นอยู่กับว่า ‘เมื่อไร’ กระแสเงินในกองทุน ETF จะกลับมาสมดุลหรือพลิกเป็นบวกอีกครั้ง ‘ความเร็วในการสะสม’ ของวาฬจะเร่งตัวขึ้นเหนือแนวโน้มระยะยาวได้หรือไม่ และ ‘รายได้กับการลงทุนของนักขุด’ จะสามารถส่งสัญญาณฟื้นตัวไปพร้อมกับการเพิ่มการใช้บิตคอยน์(BTC) ในงบการเงินของภาคธุรกิจได้หรือเปล่า ซึ่งในมุมมองของตลาดส่วนใหญ่แล้ว เส้นเรื่องเหล่านี้คือกุญแจสำคัญต่อการปลดล็อกออกจากกรอบราคาที่กำลัง ‘นิ่งแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน’ ในตอนนี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1