Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ชาร์ลส์ ฮอสกินสันเตือน Clarity Act เสี่ยงมัดเอ이다(ADA)‑คริปโตใหม่เป็นหลักทรัพย์ ดันโปรเจกต์หนีสหรัฐ

เอ이다(ADA) ถูกจับตามองอีกครั้งหลังจาก ชาร์ลส์ ฮอสกินสัน(Charles Hoskinson) ผู้ก่อตั้งออกมาเตือนว่า ร่างกฎหมายสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ H.R. 3633 หรือ ‘Clarity Act’ อาจกลายเป็นเครื่องมือมัด ‘โทเคนใหม่’ ให้ถูกจัดเป็น ‘หลักทรัพย์’ เกือบทั้งหมด พร้อมมองว่ากฎหมายฉบับนี้เอื้อประโยชน์ต่อเครือข่ายใหญ่ที่มีอยู่แล้ว แต่จะสร้างกำแพงสูงให้โปรเจกต์รุ่นใหม่และกดทับนวัตกรรมคริปโตในสหรัฐในระยะยาว

ฮอสกินสันอธิบายในวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 (เวลาท้องถิ่น) ว่า เขาไม่เห็นด้วยกับมุมมองของ แบร드 การ์ลิงเฮาส์(Brad Garlinghouse) ซีอีโอของ ริปเปิล(XRP) ที่มองว่า “ต่อให้กฎหมายมีข้อบกพร่อง ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย” โดยเขาย้ำชัดว่า ‘กฎหมายที่แย่’ ไม่ได้ดีกว่า ‘การที่ยังไม่มีกฎหมาย’ แต่อย่างใด

เขาระบุว่า สิ่งที่อุตสาหกรรมคริปโตต้องการจริงๆ คือ ‘กฎเกณฑ์แบบยึดหลักการ’ ไม่ใช่ระบบที่กำหนดให้โทเคนถูกมองเป็น ‘หลักทรัพย์’ เป็นค่าเริ่มต้น แล้วค่อยเปิดทางให้ยื่นขอยกเว้นในภายหลัง แต่ควรเป็นกรอบกฎหมายหลักทรัพย์ที่ถูก ‘อัปเดตให้ทันสมัย’ และสะท้อนลักษณะเฉพาะของสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเกณฑ์ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น

จุดที่ฮอสกินสันกังวลมากที่สุดคือ โครงสร้างของ Clarity Act ที่ตีความได้ว่า ‘สินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ทั้งหมด’ จะถูกจัดเป็น ‘หลักทรัพย์’ ก่อน จากนั้นเมื่อเครือข่ายมีการกระจายศูนย์เพียงพอ จึงค่อยไปยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ(SEC) เพื่อ ‘ขอจบการศึกษา’ ให้กลายเป็น ‘สินค้าโภคภัณฑ์(commodity)’ ในภายหลัง

เขามองว่า ภายใต้ตรรกะนี้ โปรเจกต์อย่าง เอ็กซ์อาร์พี(XRP), เอ이다(ADA), และ อีเธอเรียม(ETH) เองก็จะถูกมองเป็นหลักทรัพย์ในช่วงแรกที่เปิดตัวเช่นกัน ‘ปัญหา’ คือ เครือข่ายเก่าที่มีอยู่แล้วอาจถูกจัดการด้วยวิธีคล้ายการ ‘นิรโทษกรรม’ หรือ ‘grandfathering’ ได้ แต่โปรเจกต์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ต้องเดินเข้าสู่ ‘เขาวงกตทางกฎระเบียบ’ ตั้งแต่วันแรก

เขาตั้งคำถามซ้ำๆ ว่า “หากทุกอย่างเริ่มต้นด้วยสถานะเป็นหลักทรัพย์ แล้วมีกลไกอะไรจริงๆ ที่ ‘บังคับ’ ให้ SEC ต้องปล่อยให้โทเคนเหล่านั้นออกจากสถานะหลักทรัพย์ในอนาคต” พร้อมชี้ว่า จากท่าทีแข็งกร้าวของหน่วยงานกำกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การไปฝากชะตากรรมทั้งอุตสาหกรรมไว้กับ ‘บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งในอนาคต’ และ ‘กติกาที่ยังไม่ถูกเขียน (rulemaking)’ เป็นความเสี่ยงมหาศาล

ฮอสกินสันเตือนว่า แม้ตัวบทกฎหมายจะถูกเขียนออกมาอย่างดูดี แต่ขั้นตอน ‘การเขียนกฎลูก (rulemaking)’ ของ SEC สามารถเปลี่ยนให้กรอบที่ดูสมเหตุสมผล กลายเป็นเครื่องมือเชิงลงโทษได้ไม่ยาก เขายกตัวอย่าง “เวกเตอร์การโจมตี(attack vectors)” ที่ SEC อาจใช้ในทางปฏิบัติ

ประเด็นแรกคือ ขั้นตอนตรวจสอบเอกสาร หาก SEC อ้างเรื่อง ‘ความครบถ้วนของเอกสาร’ เพื่อออกหนังสือขอแก้ไขหรือ ‘แจ้งข้อบกพร่อง’ ซ้ำไปมา นาฬิกาการพิจารณาก็จะถูกรีเซ็ตครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้การอนุมัติถูก ‘ดึงยาวแบบไร้กำหนด’ ได้ในทางปฏิบัติ

อีกประเด็นสำคัญคือ การที่ร่างกฎหมายไม่ได้ให้คำนิยามที่ชัดเจนกับคำว่า ‘การควบคุมร่วม(common control)’ ฮอสกินสันกังวลว่า เพียงแค่มีการประสานงานของคอมมูนิตี้โอเพ่นซอร์ส หรือการจัดระเบียบงานพัฒนาบนเชน ก็อาจถูกตีความเป็น ‘หลักฐานของการบริหารแบบรวมศูนย์’ ได้ทุกเมื่อ

เขายังชี้ด้วยว่า การพิสูจน์ ‘การกระจายศูนย์’ อาจกลายเป็นภารกิจที่แทบทำไม่ได้ หากผู้พัฒนาต้องเปิดเผยตัวตน ‘ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง(beneficial owner)’ ที่แอบซ่อนอยู่หลังโครงสร้างกระเป๋านามแฝง หรือหากต้องไปอิงกับ ‘ระบบจัดหมวดหมู่ด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย’ ของ SEC ที่ยังไม่มีอยู่จริงในตอนนี้

ฮอสกินสันมองว่าหาก Clarity Act ผ่านในสภาพนี้ ก็แทบไม่ต่างจากการ “เอาสิ่งที่ แกรี เกนส์เลอร์(Gary Gensler) พยายามทำ มาตรึงไว้ในระดับ ‘กฎหมาย’ เลยทีเดียว” เขาเตือนว่า ภายใต้กรอบ ‘rulemaking’ ที่กว้างขนาดนี้ SEC สามารถเขียนกฎย่อยให้ปิดกั้นการเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ในสหรัฐได้แทบทั้งหมด และยังอาจขยาย ‘ความรับผิด’ ไปสู่ตัวนักพัฒนา DeFi(การเงินแบบกระจายศูนย์) แบบรายบุคคล

เขายังอ้างว่า เบื้องหลังความขัดแย้งทางการเมืองในวอชิงตันที่ถูกนำเสนอในชื่อ ‘กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต’ จริงๆ แล้วมีประเด็น ‘ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์(stablecoin yield)’ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ แต่กลับไม่ได้รับการจัดการอย่างตรงประเด็น กลายเป็นว่าอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดและมีความเสี่ยงมากที่สุด กลับถูกจัดการผ่านกรอบ “ปรับโครงสร้างตลาด” ที่อาจเบี่ยงประเด็นไปจากจุดสำคัญ

ทางออกที่ฮอสกินสันเสนอคือ การ ‘เขียนใหม่ทั้งฉบับ’ โดยยึดหลักการเป็นศูนย์กลาง เขาเน้นว่าแกนหลักควรประกอบด้วย การปรับปรุงกฎหมายหลักทรัพย์ให้ทันยุคบล็อกเชน, การสร้างระบบเปิดเผยข้อมูลที่เป็นมิตรกับเครือข่ายแบบกระจายศูนย์, การคุ้มครองนักพัฒนาและโปรเจกต์ DeFi อย่างชัดเจน และการ ‘จำกัดอำนาจดุลยพินิจ’ ของหน่วยงานกำกับดูแลในการเขียนกฎลูกภายหลัง

เขาสรุปว่า หากไม่มีการแก้ให้ถูกจุด ผลลัพธ์จะตรงไปตรงมา ‘เครือข่ายเดิม’ จะอยู่รอดและยิ่งแข็งแรงขึ้น ส่วนโปรเจกต์โทเคนรุ่นใหม่ของสหรัฐจะถูกบังคับให้ไปสร้างฐานผู้ใช้และสภาพคล่องในต่างประเทศก่อน ใช้เวลาหลายปีก่อนจะย้อนกลับเข้ามาขอทำตลาดในสหรัฐภายหลัง ซึ่งเสี่ยงทำให้สหรัฐเสียความเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมคริปโตในระยะยาว

ณ เวลาเขียนข่าว เอ이다(ADA) เคลื่อนไหวที่ 0.2692 ดอลลาร์ต่อเหรียญ เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ ต่อ 1,481.30 วอน อยู่ที่ราว 399 วอนต่อเหรียญ โดยการถกเถียงเรื่อง ‘กฎระเบียบที่ชัดเจน’ ของตลาดคริปโตในสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนเอ이다(ADA) และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1