ไวท์บิตคอยน์(WBT) ก้าวจาก ‘โทเคนเงียบๆ’ สู่การเป็นเหรียญติดกลุ่มมาร์เก็ตแคประดับบนของตลาดคริปโต ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี จากโทเคนที่แทบไม่มีใครมองช่วงราคาไม่ถึง 6 ดอลลาร์ในปี 2023 วันนี้ WBT เคยพุ่งแตะราว 65 ดอลลาร์ในปี 2025 และ ณ กุมภาพันธ์ 2026 ราคากำลังยืนฐานบริเวณ 50 ดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดทะลุ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นมาแล้ว
‘6 ดอลลาร์’ สู่ ‘50 ดอลลาร์’ ภายใน 3 ปี ระดับชั้นของโทเคนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ไวท์บิตคอยน์(WBT) เป็นโทเคนประจำแพลตฟอร์มของกระดานเทรดคริปโตสัญชาติยุโรป ‘ไวท์บิต(WhiteBIT)’ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อสิงหาคม 2022 ท่ามกลางภาวะตลาดขาลงชัดเจน ช่วงปลายปี 2022 ราคา WBT เคยลงไปแถว 1.90 ดอลลาร์ ทำจุดต่ำสุดใหม่ ก่อนจะใช้เวลาตลอดปี 2023 ส่วนใหญ่อยู่ใต้ระดับ 6 ดอลลาร์ ราคาปิดปลายปี 2023 อยู่แถว 5.78 ดอลลาร์ จนแทบไม่ติดเรดาร์นักลงทุน
จุดเปลี่ยนเริ่มชัดในปี 2024 เมื่อราคา WBT ขยับจากโซน 6 ดอลลาร์ช่วงต้นปี ค่อยๆ ไต่ขึ้นสู่บริเวณ 24 ดอลลาร์ช่วงสิ้นปี เพิ่มขึ้นราว 4 เท่าในเวลา 12 เดือน ถัดมาในปี 2025 แรงส่งยิ่งเร่งตัว ราคาไล่ทะลุ 30 ดอลลาร์, 40 ดอลลาร์ และ 50 ดอลลาร์ตามลำดับ ก่อนจะไปทำจุดสูงสุดแถว 65.30 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2025 หากนับจากจุดต่ำสุดราว 1.90 ดอลลาร์ เท่ากับว่า WBT ปรับขึ้นมากกว่า 3,000% ภายในประมาณ 3 ปี
ณ กุมภาพันธ์ 2026 ราคา WBT เคลื่อนไหวบริเวณ 50 ดอลลาร์ในลักษณะ ‘พักฐานแบบแกว่งแคบ’ ขณะที่มูลค่าตลาด (Market Cap) อยู่เหนือระดับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หากอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 1,479.50 วอน มูลค่าตลาด WBT จะอยู่ราว 14.795 แสนล้านวอน ด้านข้อมูลออนเชนเมื่อต้นเดือนระบุว่า เกือบทั้งหมดของเหรียญที่หมุนเวียนในตลาด หรือราว 99.52% อยู่ในสถานะทำกำไร ‘คำ’ ซึ่งถือเป็นภาพที่ไม่ค่อยพบในตลาดคริปโตที่มักเต็มไปด้วยผู้ติดดอยจำนวนมาก
ถูกดึงเข้าดัชนี ‘S&P Crypto’ สัญญาณ WBT เข้าสู่เรดาร์สถาบัน
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ช่วยเพิ่ม ‘ความน่าเชื่อถือ’ ให้ WBT คือการถูกคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในดัชนี ‘S&P Crypto Indices’ ช่วงปลายปี 2025 การถูกบรรจุในดัชนีลักษณะนี้มีน้ำหนักมากสำหรับโลกลงทุนสถาบัน เพราะหลายบริษัทหลักทรัพย์และผู้จัดการกองทุนใช้รายชื่อสินทรัพย์ในดัชนีเป็น ‘ตัวกรองขั้นต่ำ’ ในการพิจารณา
‘ความคิดเห็น’ การที่ไวท์บิตคอยน์(WBT) เข้าสู่ชุดดัชนีของ S&P จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่สะท้อนว่าเหรียญนี้เริ่มขยับจากการเป็นโทเคนที่พึ่งพาเม็ดเงินรายย่อย ไปสู่การอยู่ในกรอบการมองของฝั่งสถาบันและผู้เล่นมืออาชีพมากขึ้น
มูลค่ามาจาก ‘ธุรกิจ’ การขยายตัวของไวท์บิต ดันดีมานด์ WBT
การปรับตัวขึ้นของ WBT ถูกมองว่ายากจะอธิบายด้วย ‘กระแส’ เพียงอย่างเดียว เพราะเบื้องหลังโทเคนนี้คือธุรกิจแลกเปลี่ยนคริปโตที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไวท์บิตถูกระบุว่าเป็นกระดานเทรดคริปโตที่มีทราฟฟิกสูงสุดในยุโรปเมื่อดูจากข้อมูลเว็บ และสร้างการเติบโตมาต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2018
ณ ช่วงปลายปี 2025 บริษัทแม่ Wกรุ๊ป(W Group) ระบุว่ามีลูกค้าทั่วโลกมากกว่า 35 ล้านราย และมีมูลค่ารวม (total capitalization) ราว 38.9 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 57.51 ล้านล้านวอน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าฐานธุรกิจของแพลตฟอร์มเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านการขยายพื้นที่ทำการ ไวท์บิตเดินหน้าแตกไลน์สู่ตลาดใหม่อย่างจริงจัง มีการเปิดตัวบริษัท ‘ไวท์บิต US’ ในรูปแบบนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ก เพื่อรุกตลาดสหรัฐโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันในซาอุดีอาระเบียก็มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนและการพัฒนา CBDC (สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง) เพื่อใช้เป็นหัวสะพานสู่ตลาดตะวันออกกลาง
หัวใจของ WBT อยู่ที่บทบาท ‘โทเคนประจำกระดานเทรด’ ซึ่งผูกสิทธิประโยชน์หลากหลายเข้ากับการถือครอง WBT ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมการเทรด (ฝั่งเทคเกอร์ลดได้สูงสุด 90% ฝั่งเมคเกอร์ลดได้ 100%), สิทธิถอนเหรียญ ERC-20 รายวันฟรี, การเพิ่มอัตราค่าคอมมิชชั่นจากการแนะนำเพื่อน, รางวัลจากการสเตก รวมถึงสิทธิพิเศษอื่นๆ ภายในแพลตฟอร์ม
ด้วยโครงสร้างลักษณะนี้ เมื่อฐานผู้ใช้งานกระดานเทรดขยายตัว เหตุผลที่ผู้ใช้ควรถือ ‘ไวท์บิตคอยน์(WBT)’ ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สร้างแรงขับเคลื่อนดีมานด์จากภายในระบบโดยอัตโนมัติ
ฝั่งอุปทานก็ถูกออกแบบให้เอื้อต่อราคา WBT เช่นกัน เหรียญนี้มีเพดานการออกสูงสุดที่ 400 ล้านโทเคน และไม่มีแผนออกเหรียญเพิ่มอีก นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังมีแผน ‘เผาเหรียญ’ หรือเบิร์นโทเคนออกจากระบบทุกสัปดาห์ ทำให้ปริมาณเหรียญที่หมุนเวียนค่อยๆ ลดลง ปัจจุบันปริมาณหมุนเวียนอยู่ที่ราว 214 ล้านโทเคน โครงสร้างที่ผสมผสาน ‘ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น’ กับ ‘ซัพพลายที่ลดลง’ แบบนี้ เป็นดีไซน์สไตล์โทเคนอัตการณ์เงินฝั่ง ‘ดีฟลายชันนารี’ ซึ่งโดยปกติจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับขึ้นของราคา
จับมือ ‘บาร์ซ่า–ยูเว่’ กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งยกระดับแบรนด์
ด้านการตลาด ‘ไวท์บิต(WhiteBIT)’ วางสปอร์ตสปอนเซอร์ชิพเป็นแกนหลักในการปั้นแบรนด์ ตั้งแต่ปี 2022 แพลตฟอร์มเริ่มสานต่อความร่วมมือกับสโมสรฟุตบอลชื่อดัง FC บาร์เซโลนา ด้วยดีลพาร์ตเนอร์ชิปเป็นเวลา 3 ฤดูกาล จากนั้นในปี 2025 ก็ขยับไปจับมือกับสโมสรยูเวนตุส FC ด้วยการเซ็นสัญญาพาร์ตเนอร์ระดับโลก เปิดให้โลโก้ขึ้นแขนเสื้อแข่ง รวมถึงจัดทำกิจกรรมสำหรับแฟนบอลอย่าง ‘Crypto Fan Zone’ เพื่อเชื่อมโลกกีฬาเข้ากับคริปโต
ดีลร่วมกับทีมกีฬาระดับท็อปแบบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อสื่อโฆษณา แต่มักส่งผลต่อการรับรู้ด้านความน่าเชื่อถือของแบรนด์ รวมถึงช่วยให้ทำธุรกิจกับลูกค้าสถาบันได้ง่ายขึ้น ไวท์บิตระบุว่า ปัจจุบันมีลูกค้าฝั่งสถาบันมากกว่า 1,300 ราย ครอบคลุมบริการตั้งแต่เทรด OTC, การจัดสภาพคล่อง, บริการดูแลสินทรัพย์ (Custody) จนถึงแพลตฟอร์ม ‘Crypto-as-a-Service’ ที่ให้สถาบันอื่นใช้โครงสร้างพื้นฐานของตน
ธุรกิจอื่นในเครือก็มีบทบาทต่อระบบนิเวศ WBT เช่นกัน บัตรเดบิต ‘ไวท์บิต โนวา(WhiteBIT Nova)’ สามารถประมวลผลยอดใช้จ่ายได้มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ภายในปีแรก หรือราว 739.75 พันล้านวอน ขณะเดียวกันธุรกิจเหมืองคริปโต ‘ไวท์พูล(WhitePool)’ ก็ถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการเหมืองระดับท็อป 15 ของโลก การเติบโตเหล่านี้ล้วนย้อนกลับมาช่วยกระตุ้นการใช้งานแพลตฟอร์ม และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ใช้ถือ ‘ไวท์บิตคอยน์(WBT)’ เป็นโทเคนประจำระบบต่อไป
ตัวแปรอนาคต: เกมบุกตลาดสหรัฐ, โมเมนตัมการลิสต์ และความเสี่ยงกระดานเทรด
ตอนนี้ราคา WBT ซื้อขายต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาล (All-time High) ที่ราว 65.30 ดอลลาร์อยู่ประมาณ 25% การแกว่งตัวบริเวณ 50 ดอลลาร์หลังการปรับขึ้นแรง สามารถมองได้ว่าเป็นช่วงระบายความร้อนของตลาด แต่ทิศทางต่อจากนี้ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ปัจจัยบวกที่ถูกจับตา ได้แก่ ขั้นตอนการขยายตลาดสหรัฐที่ยังอยู่ช่วงเริ่มต้น โอกาสจากดีลความร่วมมือในซาอุดีอาระเบียที่อาจเปิดฐานลูกค้าใหม่ การเผาเหรียญประจำสัปดาห์ที่ทำให้เหรียญหายไปจากระบบต่อเนื่อง รวมถึงวัฏจักรตลาดขาขึ้นของคริปโตโดยรวม นอกจากนี้ คราเคน(Kraken) ยังนำชื่อ ‘ไวท์บิตคอยน์(WBT)’ ไปปรากฏในหน้า “Tokens Launching Soon” บนเพจลิสต์เหรียญอย่างเป็นทางการของตน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจกลายเป็น ‘คำ’ ตัวจุดชนวนระยะสั้น หากการลิสต์บนกระดานเทรดขนาดใหญ่ระดับโลกเกิดขึ้นจริง ก็มีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้าสู่เหรียญนี้ได้ไม่ยาก
ในอีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงที่ติดตัว ‘โทเคนประจำกระดานเทรด’ ก็ยังชัดเจนอยู่เช่นกัน มูลค่าของ WBT ผูกติดโดยตรงกับผลงานของแพลตฟอร์มไวท์บิตและทิศทางกฎเกณฑ์กำกับดูแล หากการแข่งขันระหว่างกระดานเทรดทวีความรุนแรง กฎเกณฑ์ในตลาดหลักอาจเข้มข้นขึ้น หรือภาวะตลาดคริปโตเข้าสู่ขาลงยาว แรงส่งการเติบโตทั้งแพลตฟอร์มและราคาโทเคนก็อาจชะลอตัวลง
‘ความคิดเห็น’ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การเดินทางจากโซนราคา 3 ดอลลาร์ไปถึงราว 65 ดอลลาร์ของ ‘ไวท์บิตคอยน์(WBT)’ ดูจะไม่ใช่เพียงความบังเอิญ แต่เกิดจากการขยับเพิ่มฐานผู้ใช้ การออกแบบสิทธิประโยชน์ที่มีการใช้งานจริงในแพลตฟอร์ม และการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องมากกว่า คำถามต่อจากนี้คือ ‘ความแข็งแกร่งเงียบๆ’ ของ WBT จะยืนระยะได้แค่ไหน ในวันที่ตลาดเริ่มโฟกัสไปยังผลลัพธ์ของการบุกตลาดโลกของไวท์บิต และความยั่งยืนของโครงสร้างดีมานด์–ซัพพลายในระยะยาว
ความคิดเห็น 0