‘บิตคอยน์(BTC)’ เครือข่ายมีการปรับ ‘ความยากในการขุด(Difficulty)’ ครั้งล่าสุดแบบแทบไม่ขยับ โดยข้อมูลออนเชนระบุว่าครั้งนี้เพิ่มขึ้นเพียง ‘0.45%’ สะท้อนภาพรวม ‘แฮชเรต(Hashrate)’ ที่เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ไม่มีทิศทางชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา
ความยากในการขุดของบิตคอยน์เป็นตัวชี้วัดที่ถูกฝังอยู่ในบล็อกเชน ใช้บอกว่าขณะนี้นักขุดต้องใช้พลังประมวลผลมากแค่ไหนในการค้นหา 1 บล็อก ค่าดังกล่าวจะถูก ‘ปรับอัตโนมัติ’ ทุกๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ ตามสภาพของเครือข่าย
บิตคอยน์ถูกออกแบบมาให้ใช้เวลาในการสร้างบล็อกเฉลี่ย ‘10 นาที’ หากช่วงไหนการขุดเร็วเกินไป (สร้างบล็อกได้ไวกว่า 10 นาที) เครือข่ายจะ ‘เพิ่มความยาก’ เพื่อชะลอความเร็ว ตรงกันข้าม ถ้าการขุดช้าลงจนการสร้างบล็อกกินเวลานานกว่าเป้า ระบบก็จะ ‘ลดความยาก’ เพื่อดันให้เวลาเฉลี่ยกลับมาใกล้ 10 นาทีอีกครั้ง
รอบการปรับความยากล่าสุดเพิ่งเสร็จสิ้นและถือว่าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยมาก โดยตัวเลขความยากเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนเพียง ‘0.45%’ เท่านั้น จึงจัดเป็นการปรับแบบ ‘กระทบต่ำ’ ต่อโครงข่าย
หากมองย้อนไปก่อนหน้านี้ ความยากในการขุดของบิตคอยน์เคย ‘ร่วงแรง’ ในรอบปรับเมื่อสองครั้งก่อน จากนั้นจึง ‘ดีดกลับ’ ค่อนข้างมากในการปรับรอบถัดมา สาเหตุหลักของการดิ่งลงครั้งนั้นถูกโยงกับ ‘พายุหิมะและอากาศหนาวจัด’ ที่ถล่มสหรัฐช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้า ส่งผลให้ผู้ให้บริการเหมืองขุดบางรายต้องลดการใช้ไฟลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ ‘แฮชเรต’ บนเครือข่ายร่วงฮวบ ความเร็วในการสร้างบล็อกจึงช้าลงตามไปด้วย และท้ายที่สุดนำไปสู่การปรับลดความยากลงในรอบนั้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสภาพอากาศดังกล่าวมีลักษณะ ‘ชั่วคราว’ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แฮชเรตก็ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความยากในการขุดปรับตัวขึ้นแรงอีกครั้ง จนเรียกคืนส่วนที่ร่วงไปได้มาก หลังจากนั้น ภาพรวม ‘พลังขุด’ หรือแฮชเรตไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างโดดเด่น แต่เคลื่อนไหวทรงตัวอยู่ในกรอบ ส่งผลให้รอบการปรับความยากครั้งล่าสุดจบลงด้วยการขยับเพียงเล็กน้อยตามไปด้วย
ในมุมมองของตลาด แฮชเรตที่ทรงตัวเช่นนี้ถูกตีความว่า ‘นักขุดยังไม่กล้าขยับใหญ่’ ทั้งในแง่การขยายกำลังการขุดเพิ่มเติม หรือการปิดเครื่องถอนตัวออกจากเครือข่ายในวงกว้าง เหมืองส่วนใหญ่จึงเหมือนกำลังอยู่ในโหมด ‘รอดูทิศทาง’ มากกว่าการตัดสินใจเชิงรุก
ด้านราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ช่วงต้นสัปดาห์สามารถทะลุ ‘70,000 ดอลลาร์’ ได้ชั่วคราว ก่อนจะย่อตัวลงมา โดยปัจจุบันซื้อขายอยู่บริเวณ ‘68,300 ดอลลาร์’ หากคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 1,485 วอน จะอยู่ราว ‘101 ล้านวอน’ ต่อ 1 BTC
ทั้ง ‘ความยากในการขุด’ และ ‘แฮชเรต’ ถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมิน ‘ความคุ้มค่าของการขุด’ และ ‘ระดับความปลอดภัยของเครือข่าย’ แต่ในภาวะที่สองตัวเลขนี้เคลื่อนไหวแบบ ‘ไซด์เวย์’ เช่นปัจจุบัน น้ำหนักของปัจจัยภายในเครือข่ายอาจลดลงชั่วคราว ขณะที่ ‘ราคา’, ‘สภาพแวดล้อมมหภาค’ และ ‘อุปสงค์–อุปทานในตลาดสปอต’ มีแนวโน้มจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญมากกว่า ความสนใจของตลาดจึงน่าจะยังโฟกัสไปที่ทิศทางราคาและสภาพคล่องโดยรวมในระยะสั้นเป็นหลัก
"ความคิดเห็น" สำหรับนักลงทุนคริปโต ระดับความยากและแฮชเรตที่ทรงตัว แม้จะดูน่าเบื่อในระยะสั้น แต่ก็สะท้อนเครือข่ายที่เสถียรพอสมควร ขณะที่ความผันผวนของราคาอาจจะมาจาก ‘เงินใหม่’ และกระแสเก็งกำไรในตลาดมากกว่าปัจจัยเชิงเทคนิคบนเชนในช่วงนี้
ความคิดเห็น 0