ตลาดคริปโตโลกในวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) เดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หนุนจากกระแส ‘เสี่ยงได้ กล้าลุย’ ที่กลับมาชัดเจนอีกครั้ง หลังองค์การพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ส่งสัญญาณเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือการ ‘ระบายคลังน้ำมันสำรองกรณีฉุกเฉิน’ ทำให้ความกังวลเรื่องช็อกซัพพลายน้ำมันดิบที่ปะทุขึ้นช่วงสุดสัปดาห์เริ่มเบาลง
บิตคอยน์(BTC) พุ่งขึ้นไปแตะ ‘71,500ดอลลาร์’ (ราว 1억 482만 원) ชั่วขณะ กลับขึ้นมายืนโซนนี้ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนจะอ่อนลงเล็กน้อยมาซื้อขายแถว 71,300ดอลลาร์ (ราว 1억 454만 원) เพิ่มขึ้นราว ‘3.2% ภายใน 24 ชั่วโมง’ ขณะที่กลุ่มอัลท์คอยน์ก็ยกแผงเขียวตาม ส่งผลให้ดัชนี CoinDesk 20 ปรับตัวขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยมี ริปเปิล(XRP), โดชคอยน์(DOGE), สุย(SUI) และโทเค็นเนทีฟของ ‘ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid) อย่าง HYPE’ เป็นแกนนำทำตลาด
ฝั่ง ‘สินค้าโภคภัณฑ์และตลาดหุ้น’ ก็พลิกอารมณ์ในทิศทางเดียวกัน น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส(WTI) หลังแถลงการณ์ของ IEA เริ่มร่วงแรง หลุดลงมาทดสอบโซน 82ดอลลาร์ (ราว 12만 원) ตัดภาพกับช่วงสุดสัปดาห์ที่เคยกระโดดขึ้นไปแถว 120ดอลลาร์ (ราว 18만 원) อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ดัชนีหุ้นสหรัฐก็ขยับบวกอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดย S&P500 และ แนสแด็ก100 ปรับขึ้นระหว่างวันราว ‘0.5%’
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ ‘คริปโตและบล็อกเชน’ ส่วนใหญ่ก็ปิดบวกเช่นกัน สเตเบิลคอยน์ผู้ออกเหรียญรายใหญ่อย่าง เซอร์เคิล(Circle, $CRCL) ดีดขึ้นเพิ่มอีกราว 6% ดันผลตอบแทนสะสมในรอบราว 2 สัปดาห์ ใกล้แตะระดับ ‘100%’ ด้านบริษัทโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัล บิตโก(BitGo, $BTGO) ทะยานขึ้นมากกว่า 8% ขณะที่บริษัทบล็อกเชน ฟิกเกอร์(Figure, $FIGR) พุ่งแรงราว 12%
ในอังกฤษ บริษัทโฮลดิ้งบิตคอยน์เพื่อการลงทุนในลักษณะ ‘เทรเชอรี’ อย่าง สแต็ก BTC(Stack BTC, $STAK) กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อราคาหุ้นพุ่งทะลุ ‘200% ภายในเวลาอันสั้น’ หลังมีข่าวว่า นักการเมืองอังกฤษชื่อดัง ไนเจล ฟาราจ(Nigel Farage) เตรียมเข้าร่วมบอร์ดบริหาร จนเริ่มมีเสียงเตือนเรื่อง ‘ภาวะร้อนแรงเกินไปในระยะสั้น’
‘บิตคอยน์’ ส่งสัญญาณเริ่ม ‘ดีคัปปลิง’ จากกลุ่มหุ้นซอฟต์แวร์
ในเชิงโครงสร้างตลาด นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยกำลังจับตาสัญญาณที่ว่า บิตคอยน์(BTC) อาจกำลัง ‘ลดการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว’ กับกลุ่มหุ้นซอฟต์แวร์ลงบ้างแล้ว โดยกองทุน ETF บิตคอยน์สปอตของ แบล็คร็อก อย่าง ไอแชร์ส บิตคอยน์ ทรัสต์(iShares Bitcoin Trust, $IBIT) ปรับตัวขึ้นราว 3% ภายใน 24 ชั่วโมง ตรงข้ามกับ ETF หุ้นซอฟต์แวร์ชื่อดัง IGV ที่ปรับลดลงกว่า 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หากขยายกรอบเวลาออกไปเป็น 5 วันทำการ ภาพจะกลับด้านเล็กน้อย คือ IGV เพิ่มขึ้นราว 1.5% ขณะที่ IBIT ถอยลงราว 2% ทำให้มีมุมมองตามมาว่า หากความสัมพันธ์เชิงทิศทางระหว่าง ‘บิตคอยน์กับหุ้นซอฟต์แวร์’ จะกลับมาเหนียวแน่นเหมือนเดิม ฝั่งบิตคอยน์อาจต้องเร่ง ‘ไล่ราคา’ ให้ทันอีกครั้ง
แม้เช่นนั้น การที่ ‘ความสัมพันธ์เริ่มอ่อนตัว’ ก็ยังถูกมองว่ามีน้ำหนักในตัวเอง เพราะหากในภาวะที่ ‘ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค’ เริ่มขยายวง บิตคอยน์สามารถเคลื่อนไหวแยกตัวจากกลุ่มเทคโนโลยีได้ชัดขึ้น ก็มีโอกาสเสริมภาพจำของตัวเองในฐานะ ‘สินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ต่ำภายในกลุ่มเสี่ยง’ ได้จริง นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งยังชี้ว่า แม้ตลาดการเงินจะสะเทือนจากข่าวสงครามและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่อัตราผลตอบแทนของบิตคอยน์เมื่อเทียบกับ ‘ทองคำ’ และ ‘หุ้นสหรัฐ’ ในช่วงหลัง ยังคงดูดีกว่าในเชิงสัมพัทธ์
“บิตคอยน์อาจกำลังสร้างฐานในช่วงตลาดขาลง แต่ ‘ด้านลบ’ ยังไม่หมด”
หากมองภาพแนวโน้มในระยะยาวขึ้นอีกหน่อย ก็มีการประเมินว่าราคา บิตคอยน์(BTC) ช่วงหลังถือว่า ‘ยืนระยะได้ดี’ เมื่อเทียบกับแรงกระแทกจากปัจจัยมหภาคที่ถาโถมเข้ามา เจมส์ แฮร์ริส(James Harris) ซีอีโอแพลตฟอร์มสร้างผลตอบแทนคริปโต เทสเซอแรกต์ กรุ๊ป(Tesseract Group) ให้ความเห็นว่า “ในสภาวะที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคสั่นคลอนอย่างรุนแรง ‘บิตคอยน์ยังแสดงแรงดีดกลับที่น่าจับตา’”
เขาย้อนอธิบายว่า บิตคอยน์เคยรูดลงไปทดสอบ ‘ช่วงต้น 60,000ดอลลาร์’ (ราว 8,800만 원ต้นๆ) ก่อนจะดีดตัวขึ้นได้ แม้บรรยากาศ ‘ไม่อยากเสี่ยง’ จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วกระดาน โดยเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ ‘ETF บิตคอยน์สปอต’ อย่างต่อเนื่องช่วยสร้างแรงพยุง ขณะเดียวกัน การ ‘เคลียร์เลเวอเรจ’ รอบใหญ่ในตลาดอนุพันธ์เมื่อต้นเดือน ซึ่งทำให้สถานะเก็งกำไรที่มากเกินไปถูกปิดออกไปจำนวนมาก ก็ช่วยลดแรงกดดันด้านขายลงไปได้อีกชั้น
แฮร์ริสมองว่า “การผสมกันของ ‘ความคึกคักเชิงบวกที่ถูกปรับลดลง’, เลเวอเรจที่ถูกล้างออก และแนวรับบริเวณ 66,000ดอลลาร์ (ราว 9,679만 원) กำลังก่อรูปเป็นสัญญาณว่า ‘บิตคอยน์อาจกำลังเข้าสู่เฟสสร้างฐานของตลาดขาลง’” แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เน้นย้ำว่า “ถ้าแนวรับช่วงกลาง 60,000ดอลลาร์หลุดลงมา ตลาดก็อาจถูกบังคับให้กลับลงไปทดสอบระดับที่ต่ำกว่านี้อีกครั้ง” สะท้อนว่าภาพรวมยังอยู่ในภาวะเปราะบาง
ท้ายที่สุด การปรับขึ้นรอบนี้จึงถูกตีความว่าเป็นผลจาก ‘ปัจจัยมหภาคด้านพลังงาน’ ที่เริ่มคลี่คลาย จนช่วยปลดล็อกโหมด ‘ชอบเสี่ยง’ กลับมา ผสมเข้ากับ ‘แรงซื้อจากฝั่ง ETF’ ที่ยังเดินหน้าอยู่ แต่หากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผันผวนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน กลับมาปะทุรอบใหม่ ความสวิงของราคาก็อาจขยายตัวอย่างรวดเร็วได้อีกครั้ง
ในระยะสั้น สิ่งที่ตลาดกำลังจับตามากที่สุดคือ ‘ทิศทางของบิตคอยน์(BTC) และตลาดคริปโต’ ว่าจะสามารถรักษาโมเมนตัม ‘ดีคัปปลิง’ จากกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นซอฟต์แวร์ เอาไว้ได้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วราคาจะกลับไปเคลื่อนไหว “เดินคู่” กับเทคสต็อกเหมือนเดิม ซึ่งจะกลายเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ที่กำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงสั้นต่อจากนี้
ความคิดเห็น: การที่บิตคอยน์เริ่มมีช่วงเวลาที่เคลื่อนไหวต่างจากหุ้นเทค อาจเป็น ‘จุดเปลี่ยนเชิงภาพลักษณ์’ ที่สำคัญ เพราะหากสามารถรักษาคุณสมบัติความสัมพันธ์ต่ำกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ไว้ได้ในระยะยาว ก็มีโอกาสถูกจัดวางให้อยู่ใกล้กับ ‘ทองคำ’ มากกว่าหุ้นเทคในสายตานักลงทุนสถาบัน ซึ่งจะส่งผลต่อรูปแบบการจัดพอร์ตและเม็ดเงินไหลเข้าในรอบถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ
ความคิดเห็น 0