ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ ‘100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล’ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้วงการเครือข่ายและธุรกิจขุด ‘บิตคอยน์(BTC)’ เริ่มเปลี่ยนคำถามสำคัญ จากเดิมที่กังวลเรื่องค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้น มาเป็นกังวลมากกว่าเรื่อง ‘ราคาบิตคอยน์(BTC) จะผันผวนแรงแค่ไหน’ แทน เพราะแม้ต้นทุนด้านพลังงานที่อิงราคาน้ำมันจะกระทบต้นทุนการขุดโดยตรงเพียงบางส่วน แต่หากช็อกทางภูมิรัฐศาสตร์ลุกลามกลายเป็นความเสี่ยงเชิงมหภาค กดดัน ‘ราคาบิตคอยน์(BTC)’ ลงแรง ผลกระทบต่อกำไรของนักขุดอาจรุนแรงกว่าค่าไฟขึ้นหลายเท่า
จากรายงานวิจัยของ Hashrate Index ภายใต้บริษัทซอฟต์แวร์และบริการด้านการขุด ‘ลักซอร์(Luxor)’ ระบุว่า ปัจจุบันมีเพียงราว ‘8–10%’ ของแฮชเรตเครือข่ายรวมทั่วโลกเท่านั้น ที่ดำเนินการอยู่ในตลาดไฟฟ้าที่ ‘ผูกโยงอย่างใกล้ชิดกับราคาน้ำมันดิบ’ กำลังขุดส่วนนี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE), โอมาน ขณะที่อิหร่าน, คูเวต, กาตาร์ และลิเบีย มีสัดส่วนตามหลังมาในระดับที่เล็กกว่า
ลักซอร์ระบุชัดว่า “จริงๆ แล้ว ประเทศที่ ‘เปิดรับความเสี่ยงราคาน้ำมันโดยตรง’ คือกลุ่มรัฐอ่าวเปอร์เซีย” โดยเฉพาะ ‘UAE และโอมาน’ ที่ถูกประเมินว่ารวมกันคิดเป็นราว ‘6% ของแฮชเรตเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) ทั้งหมด’ โครงสร้างระบบไฟฟ้าของประเทศเหล่านี้พึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ได้จากการผลิตน้ำมันในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ ‘ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน’ โดยตรงมากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือรัสเซีย
สำหรับ ‘อิหร่าน’ รายงานประเมินว่ามีส่วนแบ่งแฮชเรตราว 0.8% หากรวมกับคูเวต, กาตาร์ และลิเบีย จะทำให้สัดส่วนแฮชเรตที่ ‘อ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน’ อยู่ที่ประมาณ 8–10% ของเครือข่ายทั้งหมด ตรงกันข้าม แฮชเรตที่เหลืออีกราว 90% พึ่งพาแหล่งพลังงานอื่น เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังน้ำ และพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งไม่ได้ผูกกับราคาน้ำมันโดยตรง จึงมีโอกาสน้อยกว่าที่ ‘การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน’ จะสะท้อนเข้าไปในต้นทุนการขุดได้ในทันที
หากสมมติว่าราคาน้ำมันยืนเหนือระดับ ‘100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล’ ต่อเนื่อง สิ่งนี้หมายถึงอะไรสำหรับ ‘นักขุดบิตคอยน์(BTC)’ ลักซอร์มองว่า แม้ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอาจดันให้ ‘ค่าไฟฟ้า’ สูงขึ้นตาม แต่ผลกระทบก็น่าจะจำกัดอยู่เฉพาะบางส่วนของเครือข่ายเท่านั้น อย่างไรก็ดี ในเชิงโครงสร้างต้นทุน ‘ค่าไฟฟ้า’ ถือเป็นรายการต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับธุรกิจขุด ทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดไฟที่ ‘ลิงก์กับน้ำมัน’ โดยตรงย่อมรู้สึกถึงภาระที่หนักขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ลักซอร์ชี้ว่า ตัวแปรที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือบรรยากาศ ‘Risk-off’ หรือภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ปะทุขึ้นจากช็อกทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งมักทำให้ผู้เล่นในตลาดการเงิน ‘เทขายสินทรัพย์เสี่ยง’ และลดการถือครองสินทรัพย์ที่มีความผันผวนอย่าง ‘บิตคอยน์(BTC)’ ลง เมื่อราคาบิตคอยน์(BTC) ถูกเทขายในบรรยากาศแบบนี้ กำไรของนักขุดจะถูกกดดันแบบฉับพลันและรุนแรงกว่าผลกระทบจากค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น
ลักซอร์ยกข้อมูลล่าสุดมาประกอบว่า ตัวชี้วัดกำไรของนักขุดอย่าง ‘แฮชไพรซ์(hashprice)’ ได้ร่วงลงทำจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ ‘27.89 ดอลลาร์ต่อเพตะแฮชต่อวินาที(PH/s) ต่อวัน’ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยราว 42,000 บาทต่อ PH/s ต่อวัน การดิ่งลงดังกล่าวสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการที่ ‘ราคาบิตคอยน์(BTC)’ ปรับตัวลงแรงถึง 23.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน
‘ความคิดเห็น’ เมื่อดูจากชุดข้อมูลและข้อวิเคราะห์ของลักซอร์ ข้อสรุปที่ได้ถือว่าค่อนข้างชัดเจน นั่นคือ ‘การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบ’ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขุดบิตคอยน์(BTC) ในสเกลที่จำกัดอยู่แถวๆ 8–10% ของแฮชเรตเครือข่ายรวมเท่านั้น แต่ถ้าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ขยายตัวจนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงมหภาค กระตุ้นให้ตลาดเข้าสู่โหมด ‘หลีกเลี่ยงความเสี่ยง’ จน ‘ราคาบิตคอยน์(BTC)’ ถูกเทขายลงแรง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ ‘กำไรของธุรกิจขุด’ จะรุนแรงและกว้างขวางกว่าผลของค่าไฟที่เพิ่มขึ้นมาก
สำหรับผู้เล่นในอุตสาหกรรมขุด สัญญาณที่ควรจับตาจึงไม่ใช่แค่ ‘ต้นทุนไฟฟ้าต่อหน่วย’ แต่ต้องเฝ้าดู ‘ทิศทางเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์’ ที่อาจส่งแรงสะเทือนต่อ ‘ราคาบิตคอยน์(BTC)’ โดยตรง เพราะสุดท้ายแล้ว สำหรับธุรกิจขุดบิตคอยน์(BTC) ‘ราคาตลาด’ มักชี้เป็นชี้ตายได้เร็วกว่าราคาพลังงานเสมอ
ความคิดเห็น 0