บิตคอยน์(BTC) ยังคงรักษาแนวโน้มขาขึ้นได้อย่างแข็งแรง แม้ราคาจะมีการปรับฐานในระยะสั้น ทำให้นักลงทุนจับตาความเป็นไปได้ของการปรับตัวขึ้นรอบใหม่ ท่ามกลางแรงหนุนจาก ‘การสะสมของวาฬ’ และเม็ดเงินไหลเข้า ‘ETF บิตคอยน์แบบสปอต’
เมื่อไม่นานนี้ บิตคอยน์พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงใกล้ 76,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 113.3 ล้านบาท) ก่อนย่อตัวลงมาบริเวณ 71,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 107.5 ล้านบาท) แต่หากมองในกรอบรายสัปดาห์ แนวโน้มภาพรวมยังเป็นขาขึ้นชัดเจน ปัจจัยสำคัญมาจากทั้งฝั่งนักลงทุนรายใหญ่ และความต้องการผ่านกองทุน ETF ที่ยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
온체인(on-chain) นักวิเคราะห์อย่าง อาลี มาร์ติเนซ(Ali Martinez) ประเมินว่า หากบิตคอยน์สามารถปิดแท่งรายวันเหนือแนวต้านสำคัญที่ 73,344 ดอลลาร์ และเปลี่ยนระดับดังกล่าวให้กลายเป็นแนวรับได้ โอกาสที่ราคาจะขยับขึ้นไปทดสอบโซน 79,234 ดอลลาร์ และต่อเนื่องถึง 85,555 ดอลลาร์ ยังเปิดกว้าง
ในฝั่ง ‘วาฬคริปโต’ ความเคลื่อนไหวตลอด 7 วันที่ผ่านมาโดดเด่นอย่างมาก กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ได้สะสมบิตคอยน์เพิ่มราว 40,000 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4.36 ล้านล้านบาท) ทำให้ตอนนี้พวกเขาถือครองบิตคอยน์รวมประมาณ 5.17 ล้าน BTC หรือราว 25% ของปริมาณหมุนเวียนทั้งหมด
การที่วาฬเร่งสะสมในลักษณะนี้ ส่งผลให้บิตคอยน์ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดลดลง เป็นปัจจัยดัน ‘แรงกดดันด้านราคาให้สูงขึ้น’ ตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน และมักกระตุ้นให้รายย่อยเข้ามาไล่ซื้อหรือเก็งกำไรตาม ยิ่งช่วยเร่งโมเมนตัมขาขึ้นให้แรงขึ้นไปอีก ‘ความคิดเห็น’ การที่วาฬยังเลือกสะสมในระดับราคาแถวนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการขึ้นต่อในระยะกลางมากกว่าการเก็บกำไรระยะสั้น
ฝั่ง ‘ETF บิตคอยน์แบบสปอต’ ก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญเช่นกัน ตลอดช่วง 7 วันที่ผ่านมา กองทุน ETF มีสถานะ ‘เงินไหลเข้าสุทธิ’ ต่อเนื่อง เป็นช่วงที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน การที่สถาบันเลือกเข้าลงทุนผ่าน ETF ทำให้ผู้ออกกองทุนต้องไปซื้อบิตคอยน์จริงมาหนุนหลังหน่วยลงทุน ซึ่งเท่ากับว่าปริมาณบิตคอยน์ที่เหลือในตลาดยิ่งลดลงไปอีก
อย่างไรก็ดี ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนฝั่ง ETF ถูกประเมินว่าอยู่ราว 79,962 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ระดับราคาปัจจุบันที่ยังต่ำกว่าจุดดังกล่าว ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในสถานะ ‘ขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (unrealized loss)’ และจะเข้าสู่โซนกำไรอย่างจริงจัง ก็ต่อเมื่อราคาทะลุกลับไปยืนเหนือโซนนี้ได้
อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนภาวะ ‘ขาดอุปทาน’ คือ ปริมาณบิตคอยน์ที่ถูกเก็บไว้บนกระดานเทรดกลาง (Centralized Exchange) ณ วันที่ 18 มีนาคม อยู่ที่ประมาณ 2.72 ล้าน BTC ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี นั่นหมายความว่านักลงทุนจำนวนมากทยอยถอนเหรียญออกไปเก็บในกระเป๋าส่วนตัว แนวโน้ม ‘การถือครองด้วยตัวเอง’ ที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ มักถูกตีความว่าแรงขายระยะสั้นลดลง และนักลงทุนต้องการถือยาวมากขึ้น
ด้านมุมมองเชิงเทคนิค สัญญาณความผันผวนครั้งใหม่ของบิตคอยน์กำลังเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ นักวิเคราะห์รายหนึ่งในชื่อ ‘แคนโทนีส แคต(Cantonese Cat)’ ชี้ว่า ความกว้างของ ‘โบลลิงเจอร์แบนด์(Bollinger Bands)’ ในกรอบรายเดือนได้หดแคบลงจนใกล้ระดับต่ำสุดในเชิงประวัติศาสตร์
โบลลิงเจอร์แบนด์เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้วัดความผันผวนของราคา ยิ่งกรอบแบนด์หดแคบมากเท่าไร ก็ยิ่งบ่งบอกว่า ‘กำลังจะมีการเคลื่อนไหวในกรอบใหญ่’ เกิดขึ้นตามมาในไม่ช้า โดยในอดีต มักเห็นการเบรกกรอบขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงหลังจากช่วงแบนด์แคบคล้ายๆ กัน
แคนโทนีส แคต ให้ความเห็นว่า “อีกไม่นานจะเกิดการเคลื่อนไหวที่รุนแรงมาก และความผันผวนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอาจดูเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้”
เมื่อมองภาพรวมตอนนี้ บิตคอยน์ยังคงอยู่ในโครงสร้างขาขึ้นชัดเจน แต่ภาวะ ‘ความผันผวนที่กำลังจะระเบิด’ ก็ทำให้ตลาดตึงเครียดกับทิศทางระยะสั้นมากขึ้น ปัจจัยหนุนหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ‘การสะสมของวาฬ’, ‘เงินทุนจาก ETF สปอต’ และ ‘อุปทานในตลาดที่ลดลง’ ยังช่วยประคองโอกาสฝั่งขาขึ้นอยู่ ท่ามกลางการจับตาว่าราคาจะสามารถ ‘ทะลุ’ แนวต้านสำคัญและเปิดทางสู่ระดับสูงใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางรอบต่อไปของบิตคอยน์(BTC) อย่างมีนัยสำคัญ
ความคิดเห็น 0