ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด(Fed) มีมติ ‘คง’ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้แนวโน้ม ‘เส้นทางดอกเบี้ย’ ที่ตลาดจับตากลับเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนอีกครั้ง ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่งแรงและตัวเลขเงินเฟ้อออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ความผันผวนของ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ทั่วกระดานเพิ่มสูงขึ้น โดย ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัวต่อเนื่องทันทีหลังประกาศผลการประชุม
เมื่อวันที่ 18 (เวลาท้องถิ่น) ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดหรือ FOMC มีมติ ‘ตรึงดอกเบี้ย’ โดยคงกรอบอัตราดอกเบี้ยเงินกองทุน(Federal Funds Rate) ไว้ที่ 3.50–3.75% ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ก่อน–หลังการประกาศ การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงกลับเพิ่มขึ้นชัดเจน ทำให้ทิศทางระยะสั้นของตลาดคริปโตอยู่ในจุดที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘เศรษฐกิจชะลอ’ กับ ‘เงินเฟ้อฝังตัว’ ว่าจะเดินไปทางไหนมากกว่ากัน
‘บิตคอยน์(BTC)’ ร่วงลงเกือบ 4% ก่อนผลประชุมเฟดจะออกมา จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ดีดตัวแรงและข้อมูลเงินเฟ้อที่ออกมาน่าผิดหวัง หลังการแถลงของเฟด ราคายังไม่สามารถฟื้นตัวจากแรงขายได้ โดยเคลื่อนไหวแถว 71,600 ดอลลาร์ หรือราว 1,074.6 ล้านบาทต่อหนึ่งบิตคอยน์ (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 15 บาทต่อดอลลาร์) สะท้อนกระแส ‘ขายทำกำไร’ และ ‘ลดความเสี่ยง’ ที่ยังไม่คลาย ทั้งที่การคงดอกเบี้ยนั้นตลาดได้ ‘รับข่าวไปล่วงหน้า’ อยู่แล้ว ‘ความคิดเห็น’ ปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญจริง ๆ ในรอบนี้ไม่ใช่แค่ “คง” หรือ “ลด” ดอกเบี้ย แต่คือคำถามว่า “จะลดเมื่อไหร่ และลดได้กี่ครั้งกันแน่”
ข้อมูลจากเครื่องมือ ‘CME FedWatch Tool’ ที่ใช้วัดความคาดหวังของนักลงทุนต่อดอกเบี้ยเฟด ระบุว่าตลาดมองโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 29 เมษายน ยังมีไม่มาก โดยสะท้อนความน่าจะเป็นของการ ‘คงดอกเบี้ย’ สูงถึง 97% และสำหรับทั้งปีนี้ ตลาดราคาในอนาคต(futures) มองว่ามีโอกาสเห็นการลดดอกเบี้ยเพียง ‘ประมาณ 1 ครั้ง’ เท่านั้น พูดง่าย ๆ คือ ‘ฉากทัศน์ดอกเบี้ยขาลงแบบหลายครั้ง (multiple cuts)’ ที่เคยหวังกันเริ่มจางหายไป ซึ่งกลายเป็นปัจจัยลบต่อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ เพราะดอกเบี้ยสูงนาน (Higher for Longer) มักดึงเม็ดเงินกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่า
ภาวะแวดล้อมที่เฟดต้องเผชิญในตอนนี้ซับซ้อนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ตลาดแรงงานสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว แต่ ‘เงินเฟ้อ’ ยังยืนเหนือเป้าหมาย 2% ของเฟดอยู่พอสมควร ทำให้ ‘พื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบาย’ แคบลงไปอีก ด้าน ‘ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์’ ก็ยกระดับขึ้น หลังเหตุโจมตีอิหร่านในเดือนมีนาคม ทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาปะทุ ส่งแรงซื้อเก็งกำไรในตลาดน้ำมันอย่างรุนแรง จนราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะบริเวณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 15,000 บาท ทั้งที่เมื่อต้นปีราคายังต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 9,000 บาทเท่านั้น การพุ่งขึ้นของน้ำมันในระยะสั้นแบบนี้มีโอกาส ‘จุดชนวนเงินเฟ้อรอบใหม่’ ซึ่งเฟดเองก็ไม่อาจมองข้าม
จากนี้สายตาตลาดจะหันไปจับสัญญาณจากการแถลงข่าวของประธานเฟด ‘เจย์ โพเวล(Jerome Powell)’ ซึ่งจะเริ่มขึ้นเวลา 14.30 น. ตามเวลาสหรัฐฝั่งตะวันออก (ET) โดยเขาจะให้มุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และ ‘เส้นทางดอกเบี้ย’ ในช่วงถัดไป ‘ความคิดเห็น’ สำหรับนักลงทุนคริปโต สิ่งที่สำคัญกว่าผลประชุมรอบนี้ คือแนวทางที่เฟดมองต่อ ‘การปลดล็อกคุมเข้มนโยบาย (การคลายคิวทีและลดดอกเบี้ย)’ ท่ามกลางความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันและเงินเฟ้ออาจกลับมาดีดขึ้นอีกครั้ง หากโพเวลส่งสัญญาณว่าเฟดจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดคาด แนวโน้ม ‘บิตคอยน์(BTC)’ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่ อาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในระยะสั้น แต่หากเฟดเปิดช่องให้เห็นถึง ‘ความยืดหยุ่น’ ในการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี อาจกลายเป็นเชื้อไฟรอบใหม่ให้กับตลาดคริปโตได้อีกครั้งในภายหลัง
ความคิดเห็น 0