ชุมชนคริปโตโต้ ‘ศาสนาที่แพงที่สุดในโลก’ หลัง Vanity Fair เทียบผู้สนับสนุนเป็นลัทธิคลั่ง
สื่อดัง Vanity Fair ถูกชุมชนคริปโตวิจารณ์หนัก หลังเผยแพร่บทความเชิงเสียดสีที่เปรียบ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ เป็น ‘ศาสนาที่แพงที่สุดในโลก’ และมองผู้สนับสนุนเป็นกลุ่มคลั่งไคล้เกินเหตุ ท่ามกลางสถานการณ์ที่บิตคอยน์(BTC) ยังคงซื้อขายบริเวณระดับราว 7.3 หมื่นดอลลาร์ สะท้อนว่ามุมมองของสื่อกระแสหลักยัง ‘หลุดจากความเป็นจริงของตลาด’ อยู่มาก ตามเสียงสะท้อนจากฝั่งอุตสาหกรรม
รายงานชิ้นนี้ใช้หัวข้อแนว ‘ผู้ศรัทธาคริปโตตัวจริง’ นำเสนอภาพนักลงทุนยุคแรกและผู้เล่นในอุตสาหกรรมในลักษณะโอเวอร์ ดราม่า และถูกทำให้ตลกขบขัน ปกของเรื่องระบุถึงคริปโตว่าเป็น ‘ศาสนาที่แพงที่สุดในโลก’ พร้อมจัดวางภาพบุคคลในวงการให้ดูคล้ายชนชั้นนำที่ร่วงจากจุดสูงสุด เนื้อหาตลอดทั้งชิ้นเน้นภาพจำของกลุ่มคนที่หมกมุ่นกับการใช้ชีวิตหรูหราและการใช้จ่ายเกินจริง มากกว่าจะพูดถึงการพัฒนาเชิงเทคนิคหรือโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลัง
เสียงวิจารณ์ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อหลายคนชี้ว่า ภาพลักษณ์ที่ Vanity Fair สร้างขึ้น เป็นตัวอย่างชัดเจนของ ‘ภาพบิดเบือนของคริปโต’ ที่วิเทลิก บูเทอริน(Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม(ETH) เคยเตือนมาโดยตลอด นอกจากนี้ บุคคลระดับแนวหน้าอย่าง ไมเคิล โนโวกราตซ์(Michael Novogratz) จากบริษัทด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ‘แกแล็กซี ดิจิทัล’ ก็ถูกจับไปใส่บทบาทแบบตัวละครสุดโต่ง ทำให้หลายคนมองว่าเป็นการสร้างคาแรกเตอร์เกินจริงมากกว่าสะท้อนสภาพจริงของอุตสาหกรรม
‘ความคิดเห็น’ – การดึงบุคคลดังไม่กี่รายมาเล่าแบบโฟกัสที่สีสัน ยิ่งตอกย้ำอคติเดิมที่ว่า คริปโตคือเวทีของคนเล่นใหญ่และเก็งกำไรจัด ๆ มากกว่าจะเป็นระบบเทคโนโลยีการเงินที่กำลังพัฒนาอย่างจริงจัง
ด้านปฏิกิริยาจากชุมชน นักพัฒนา ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ และผู้มีส่วนร่วมใน DAO ต่างออกมาโต้แย้งผ่านแพลตฟอร์ม X อย่างต่อเนื่อง เดนิสัน เบอร์ทรัม(Dennison Bertram) ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มกำกับดูแล on-chain อย่าง ‘ทัลลี(Tally)’ ระบุว่า ปัญหาของบทความนี้ไม่ใช่แค่การวิจารณ์คริปโตอย่างเผิน ๆ แต่คือการ ‘เหมารวมทั้งอุตสาหกรรม’ ให้เป็นเพียงวัฒนธรรม ‘ดีเจน (degen)’ หรือกลุ่มนักเก็งกำไรสุดโต่ง
เบอร์ทรัมชี้ว่า สื่อกระแสหลักยังคงเลือกให้พื้นที่กับตัวละครที่สร้างกระแสหรือเรื่องราวดราม่า มากกว่าคนทำงานหน้างานจริงที่กำลังสร้างโปรโตคอลใหม่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน on-chain และดูแลระบบให้ทำงานต่อเนื่องในระดับเทคนิคที่คนทั่วไปมองว่า ‘น่าเบื่อ’ แต่เป็นหัวใจของระบบ เขาเตือนว่าการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้คนภายนอกไม่ได้เห็นกระบวนการด้านเทคโนโลยี การกำกับดูแลแบบกระจายศูนย์ และการดูแลทดสอบระบบอย่างจริงจังที่เกิดขึ้นทุกวัน
ในมุมด้านภาพลักษณ์ เบอร์ทรัมซึ่งมีพื้นฐานจากสายแฟชั่นโฟโตกราฟี มองว่าภาพถ่ายและสไตล์ของงานที่ Vanity Fair ใช้ มีเจตนาล้อเลียนชัดเจน ทั้งการจัดท่า การแต่งตัว และองค์ประกอบภาพที่ทำให้ตัวละครดูหลุดโลก เขาย้ำว่าการผสมผสานระหว่าง ‘ภาพ’ และ ‘เรื่องเล่า’ ในลักษณะนี้คือปัญหาด้านการ ‘กำหนดกรอบการรับรู้ (framing)’ ที่อาจตรึงภาพลักษณ์เชิงลบของคริปโตในสายตาคนทั่วไปได้อีกนาน
ท่ามกลางข้อถกเถียง สิ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงคือความจริงที่ว่า ระบบนิเวศคริปโตยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หยุดนิ่งตามภาพ ‘อุตสาหกรรมที่เสื่อมถอย’ แบบที่บทความพยายามจะนำเสนอ ปัจจุบันการพัฒนาในภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดีไฟ(DeFi), DAO, เลเยอร์2, และโครงสร้างพื้นฐานด้านสเกลลิง ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินบนเชนจำนวนมากยังถูกล็อกและใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง
ในฝั่งราคา ตลาดก็ยังสะท้อนความต้องการของผู้เล่นพอสมควร โดยบิตคอยน์(BTC) ยังคงเคลื่อนไหวในโซนราว 7 หมื่นดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่ากลไกตลาดและความเชื่อมั่นส่วนหนึ่งยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปพร้อมกับข่าวด้านลบหรือกรณีฉ้อโกงที่ถูกหยิบมาขยายผล
‘ความคิดเห็น’ – การที่สื่อเลือกเล่าเฉพาะมุมล้มเหลว ฉ้อโกง หรือภาพความฟุ้งเฟ้อ แม้จะดึงความสนใจได้ง่าย แต่ก็ลดทอนความเข้าใจต่อชั้นเชิงด้านเทคโนโลยีและการทดลองทางเศรษฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นจริงบนบล็อกเชน
สุดท้ายแล้ว ความขัดแย้งรอบบทความนี้จึงย้อนกลับไปสู่คำถามใหญ่ว่า เราควร ‘ให้คำนิยามคริปโตในปัจจุบันอย่างไร’ จะมองมันเป็นเพียงประวัติศาสตร์ของการเก็งกำไร ฟองสบู่ และวัฒนธรรม ‘ดีเจน’ อย่างที่คนบางกลุ่มเชื่อ หรือจะมองให้ลึกถึงระดับโค้ด โปรโตคอล และอินฟราสตรักเจอร์ที่ยังพัฒนาไม่หยุด ‘โค้ดยังถูกเขียนอยู่ทุกวัน’ คือมุมมองจากฝั่งชุมชน ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะและคำเปรียบเทียบว่าเป็น ‘ศาสนาที่แพงที่สุดในโลก’ อุตสาหกรรมคริปโตยังคงเดินหน้าต่อไป และการตัดสินมันจากภาพจำเพียงด้านเดียว อาจทำให้เรามองข้ามสิ่งที่กำลังก่อรูปอนาคตการเงินอยู่เงียบ ๆ บนเครือข่ายแบบกระจายศูนย์
ความคิดเห็น 0