การเมืองไทยยอมถอยเรื่อง ‘ภาษีคริปโต’ หลังตัวเลข ‘ทุนไหลออก’ กระแทกความจริงอย่างจัง โดยรัฐบาลและฝ่ายการเมืองตกลงเลื่อนการจัดเก็บภาษีกำไรจากคริปโต *20%* ออกไปเป็นปี 2027 ทำให้ทิศทาง ‘กฎระเบียบคริปโต’ เปลี่ยนจากเดิมแบบเห็นได้ชัด ท่ามกลางความกังวลว่า หากเดินหน้าจัดเก็บเร็วเกินไป การแข่งขันของตลาดคริปโตไทยอาจยิ่งถดถอยและเร่งให้ ‘เงินไหลออกนอก’ หนักกว่าเดิม
ตามข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน พบว่าในปี 2025 มีเม็ดเงินจากนักลงทุนไทยไหลออกไปต่างประเทศรวมราว 1,650 ล้านล้านวอน หรือราว 1,100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกว่า 900 ล้านล้านวอน (ประมาณ 600,000 ล้านดอลลาร์) ทยอยไหลออกอย่างหนักในช่วงครึ่งปีหลัง สาเหตุหลักไม่ใช่เพียงแรงขายทำกำไร แต่เป็นการ ‘ย้ายฐานเทรด’ ไปใช้บริการ *เว็บเทรดอนุพันธ์คริปโตต่างประเทศ* ที่มีเลเวอเรจและเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงครบกว่าในประเทศ
การเทรดในประเทศถูกจำกัดอยู่แค่ ‘ตลาดสปอต’ บนกระดานใหญ่ เช่น อัพบิตและบิทซัม ที่ยังไม่สามารถให้บริการอนุพันธ์คริปโตได้ ภายใต้กรอบกำกับที่เข้มงวดและตีความได้จำกัด ทำให้นักลงทุนที่ต้องการใช้เลเวอเรจหรือทำเฮดจ์ความเสี่ยงแทบไม่มีตัวเลือกในประเทศ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนที่ต้องการใช้โครงสร้างอนุพันธ์จำเป็นต้อง ‘ย้ายออก’ ไปต่างประเทศแทบทั้งหมด
จากรายงานร่วมของ CoinGecko และ Tiger Research ระบุว่า ราว 57% ของเงินทุนที่ไหลออกจากนักลงทุนไทยไปรวมตัวอยู่บน *ไบแนนซ์* โดยนักลงทุนไทยมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 13% ของปริมาณการซื้อขายฟิวเจอร์สบนไบแนนซ์ในช่วงเวลาดังกล่าว นั่นหมายความว่าตลาดอนุพันธ์ต่างประเทศกำลังพึ่งพาสภาพคล่องจากนักลงทุนไทยในระดับที่ไม่อาจมองข้ามได้
นอกจากเม็ดเงินลงทุนแล้ว ‘รายได้ค่าธรรมเนียม’ ยังไหลออกนอกไปพร้อมกันด้วย ปี 2025 เว็บเทรดต่างประเทศโกยรายได้จากผู้ใช้ไทยรวมกันสูงกว่ากำไรของเว็บเทรดไทยถึงราว 2.7 เท่า แสดงให้เห็นว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของตลาดคริปโตไทยกำลังถูกสร้างและจัดเก็บ ‘นอกประเทศ’
ที่น่าสนใจคือ ตัวเลขเงินฝากในเว็บเทรดไทยกลับไม่ได้ลดลง ในทางกลับกัน เมื่อดูตัวเลขปี 2025 ยอดเงินฝากรวมของเว็บเทรดในประเทศอยู่ที่ราว 12.1 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 8,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 31% จากปีก่อนหน้า แต่ในเวลาเดียวกัน กำไรจากการดำเนินงานของเว็บเทรด 18 แห่งกลับร่วงลงถึง 38% เหลือเพียงประมาณ 572,000 ล้านวอน
‘การเติบโตกลวงเปล่า’ จึงกลายเป็นภาพสะท้อนของตลาดคริปโตไทยในช่วงดังกล่าว แม้ปริมาณการเทรดสปอตยังเดินต่อได้ และเงินฝากยังเพิ่มขึ้น แต่เทรดที่มาร์จิ้นสูงอย่างผลิตภัณฑ์อนุพันธ์กลับไปเกิดบนแพลตฟอร์มต่างประเทศเกือบทั้งหมด ทำให้โครงสร้างรายได้เว็บเทรดไทย ‘ผอมลง’ อย่างรวดเร็ว หน่วยงานกำกับด้านการเงินยังระบุอย่างชัดเจนในรายงานว่า ‘การทำอาร์บิทราจและกิจกรรมใกล้เคียง’ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้เงินทุนไหลออกนอกระบบภายในประเทศ
จังหวะการเปลี่ยนนโยบายภาษีก็ถือว่าหักมุมพอสมควร เดิมทีพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยยืนยันเดินหน้าจัดเก็บภาษีกำไรจากคริปโตตั้งแต่ปี 2025 แต่เมื่อข้อมูลการไหลออกของเงินทุนเริ่มชัดว่าอาจกระทบ ‘อุตสาหกรรมฟินเทค’ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว จึงเริ่มกลับลำมาสนับสนุนการ ‘เลื่อนภาษีคริปโต’ ออกไป ด้านพรรครัฐบาลอย่างพลังประชารัฐก็เห็นพ้อง จนนำไปสู่ฉันทามติเลื่อนการจัดเก็บออกไป 2 ปี
เมื่อดูโครงสร้างผู้เล่นในตลาดก็พอเข้าใจแรงกดดันทางการเมือง ปัจจุบันมีบัญชีคริปโตที่เปิดใช้งานในประเทศราว 11.1 ล้านบัญชี เทียบเป็นประชากรมากกว่า 20% ที่เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดคริปโตในระดับใดระดับหนึ่ง หากเดินหน้าจัดเก็บภาษีในสภาวะที่ตลาดกำลังถูกบีบด้วยคู่แข่งต่างประเทศและกฎระเบียบที่แข็งตัวเกินไป ย่อมเสี่ยงต่อแรงตีกลับทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองแบบหลีกเลี่ยงได้ยาก
การเลื่อนภาษีคริปโตครั้งนี้ จึงถูกมองมากกว่าเป็นเพียง ‘มาตรการพักเบรกฉุกเฉิน’ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ตลาดทรุดตัวลงไปกว่านี้ มากกว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
"ความคิดเห็น" ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยเตือนตรงกันว่า หากไม่มีการปรับกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ ‘อนุพันธ์คริปโต’ และไม่ยอมอัปเดตโครงสร้างการเทรดให้สอดคล้องกับวิธีการลงทุนยุคใหม่ กระแสเงินทุนที่ไหลออกไปต่างประเทศมีแนวโน้มจะเดินหน้าต่อเนื่อง แม้รัฐจะชะลอภาษีไปแล้วก็ตาม สุดท้ายหากกติกาในประเทศไม่ทันความจริงของตลาด นักลงทุนก็ย่อมเลือกแพลตฟอร์มที่ให้สภาพคล่องสูงกว่า เครื่องมือครบกว่า และข้อจำกัดน้อยกว่า ทำให้ทั้ง ‘ปริมาณเทรด สภาพคล่อง และรายได้’ ของระบบในประเทศค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปนอกชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคิดเห็น 0