ลิโด(Lido) กำลังเร่งปรับโครงสร้างรายได้ครั้งใหญ่ หลังรายได้รวมปี 2025 หดตัวลงอย่างชัดเจน ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้แนวคิด ‘ซื้อคืนโทเคน (Token Buyback)’ เพื่อเชื่อมโยงมูลค่า ‘LDO’ เข้ากับผลประกอบการ ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง
เมื่อดูจากรายงานปฏิบัติงานที่มูลนิธิลิโดเปิดเผย ระบุว่า รายได้รวมปี 2025 อยู่ที่ราว 40.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 611 พันล้านวอน) ลดลง 23% จากปีก่อนหน้าที่ทำได้ 52.4 ล้านดอลลาร์ รายได้หลักจาก ‘ค่าธรรมเนียมสเตคกิง’ ก็ปรับตัวลงจาก 48.5 ล้านดอลลาร์ เหลือราว 37.4 ล้านดอลลาร์
สาเหตุสำคัญมาจาก ‘การขยายตัวของเครือข่ายอีเธอเรียม(ETH)’ ที่ทำให้รางวัลฝั่ง Execution Layer ลดลง ขณะที่ฝั่ง Consensus Layer ก็ถูกออกแบบมาให้รางวัลลดลงตามเวลาอยู่แล้ว ส่งผลให้ ‘ผลตอบแทนการสเตค’ โดยรวมหดตัวลง ทั้งระบบรางวัลสเตคกิงรวมลดจากราว 1.03 พันล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ 846.7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 18%
ด้าน ‘ส่วนแบ่งตลาดสเตคกิงอีเธอเรียม’ ของลิโดเองก็ไม่รอดแรงกดดัน จากเดิมปี 2024 ที่เคยกินส่วนแบ่งมากกว่า 28% มาถึงสิ้นปี 2025 ตัวเลขลดลงมาอยู่แถว 24% เท่านั้น มูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกไว้ทั้งหมด (TVL) ก็ไหลออกจากระบบ จาก 9.63 ล้าน ETH เหลือ 8.81 ล้าน ETH คิดเป็นการหดตัวราว 8.5%
ในรายงานยังชี้ว่า เงินทุนจำนวนมากไหลออกไปยัง ‘สเตคกิงผ่านกระดานเทรด’, สินค้าการลงทุนความเสี่ยงต่ำฝั่งสถาบัน และแพลตฟอร์ม ‘ลิควิดรีสเตคกิง’ ที่ใช้โทเคนของตนเองมาช่วยเสริมผลตอบแทน ทำให้ลิโดต้องเผชิญศึกหนักทั้งในเชิงผลตอบแทนและการแย่งสภาพคล่อง
ภายใต้แรงกดดันนี้ ลิโด DAO จึงเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังถึงการใช้กลไก ‘ซื้อคืนโทเคน LDO แบบอัตโนมัติ’ เพื่อบีบให้ ‘มูลค่าทางเศรษฐกิจของโปรโตคอล’ สะท้อนกลับไปยังโทเคนกำกับดูแลให้มากขึ้น ฟีเจอร์ใหม่นี้ตั้งเป้าพร้อมใช้งานในไตรมาส 2 ปี 2026
โครงสร้างดังกล่าวถูกอธิบายภายใต้กรอบ ‘NEST (Network Economic Support Tokenomics)’ ซึ่งแกนหลักคือการนำ ‘รายได้ของโปรโตคอล’ ไปซื้อ LDO จากตลาด แล้วนำ LDO ที่ได้มาเพิ่มสภาพคล่องในพูล LDO/wstETH กลายเป็นการผูกโยง ‘รายได้จริง’ เข้ากับ ‘ดีมานด์ของโทเคน’ อย่างเป็นระบบ
ในเชิงเทคนิค โมดูลสำหรับทำ ‘โทเคนสวอปภายใต้การกำกับดูแล’ แบบแมนนวลถูกพัฒนาจนเสร็จแล้ว เหลือขั้นตอนการตรวจสอบเชิงเทคนิคและการตัดสินใจว่าจะเปิดใช้งานเต็มรูปแบบหรือไม่ ทว่าโปรแกรมซื้อคืนจะเริ่มเดินเครื่องได้ก็ต่อเมื่อมี ‘ส่วนเกินทางการเงิน’ เพียงพอเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ คือจะไม่ยอมเอาเงินส่วนที่จำเป็นต่อการดำเนินการโปรโตคอลมาซื้อโทเคนกลับ
ในฝั่งตลาดโทเคน การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะราคาที่ไม่ค่อยสดใสของ ‘LDO’ ตามข้อมูลจาก CoinGecko ณ วันที่ 27 มีนาคม LDO ซื้อขายกันที่ราว 0.27 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 7.3% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ระดับราคาดังกล่าวอยู่ใกล้กับจุดต่ำสุดตลอดกาลที่ทำไว้เมื่อต้นเดือน ‘ความคิดเห็น’ นักลงทุนส่วนหนึ่งมองว่าหากแผนซื้อคืนเดินหน้าจริง อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของ LDO แต่ในระยะสั้นก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยพื้นฐานด้านรายได้อยู่ดี
ด้านกลยุทธ์ ‘การกระจายธุรกิจ’ ลิโดเองก็ไม่ได้ยืนนิ่งเพื่อรอผลของการซื้อคืนเท่านั้น เมื่อปีที่ผ่านมาโปรโตคอลได้เปิดตัวแพลตฟอร์มสเตคกิงผลตอบแทนสูง ‘Lido Earn’ ซึ่งปัจจุบันสามารถดึง TVL เกิน 77,000 ETH เข้ามาในระบบ ถือเป็นความพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรักษาฐานรายได้และเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการผลตอบแทนมากกว่าการสเตคแบบดั้งเดิม
ในเวลาเดียวกัน ลิโดยังรุกหนักในตลาดสถาบัน โดยอาศัยสินทรัพย์อย่าง ‘stETH’ เป็นสะพานเชื่อมสู่อุตสาหกรรมการเงินดั้งเดิม ตัวอย่างเช่น ‘วิสดอมทรี(WisdomTree)’ ได้ออกผลิตภัณฑ์ ETP ที่อ้างอิง stETH ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ตัวแรกในยุโรป ขณะที่ฝั่งโครงสร้างพื้นฐานการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลก็มีการจับมือกับผู้ให้บริการคัสโทดีระดับสถาบันอย่าง BitGo, Hex Trust และ Komainu เพื่ออำนวยความสะดวกให้เงินทุนรายใหญ่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของลิโดได้มากขึ้น
ถึงอย่างนั้น ลิโดยังต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ในระยะสั้น ทั้ง ‘รายได้สเตคกิงที่ลดลง’ และ ‘ส่วนแบ่งตลาดที่หดตัว’ ซึ่งกระทบต่อภาพรวมความสามารถในการทำกำไรในระยะกลาง ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แผนซื้อคืน LDO และโมเดล ‘NEST’ จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าลิโดสามารถแปลงรายได้โปรโตคอลให้กลายเป็นแรงหนุนราคาของโทเคนได้จริงหรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของโปรแกรมซื้อคืนและการฟื้นตัวของมูลค่า ‘LDO’ ยังขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ภาพรวม ‘สภาพแวดล้อมการสเตคกิงบนอีเธอเรียม’ ว่าจะกลับมาให้ผลตอบแทนที่จูงใจได้แค่ไหน และความสามารถของลิโดในการดึง TVL รวมถึงฟื้นฟูส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมา หากทั้งสองเงื่อนไขนี้ไม่ฟื้นตัว การใช้ ‘โทเคนบายแบ็ก’ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะพยุงราคา LDO และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
ความคิดเห็น 0