บิตคอยน์(BTC) กำลังแสดงให้เห็นถึง ‘ความยืดหยุ่นของราคา’ อย่างชัดเจน หลังยังสามารถยืนเหนือระดับ 70,000 ดอลลาร์ (ราว 1,056.1 만วอน) ได้ แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบอย่างการทวีความรุนแรงของสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น และความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด·Fed) ที่เริ่มถดถอย ปกติแล้วส่วนผสมแบบนี้มักจะเขย่าตลาดสินทรัพย์เสี่ยง แต่รอบนี้ตลาดกลับดูดซับแรงกดดันไปในรูปของ ‘แรงซื้อสะสมเมื่อย่อตัว’ เสียมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวชี้วัดบางส่วนที่ส่งสัญญาณเตือนต่อภาพมุมมองเชิงบวกนี้ เพราะแม้ราคาบิตคอยน์(BTC) จะยังทรงตัวได้ดี แต่สัญญาณด้าน ‘ดีมานด์จากสถาบันในสหรัฐ’ เริ่มเย็นลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
‘คอยน์เบสพรีเมียม’ แตะโซนลบมากสุดในรอบกว่า 1 เดือน
ตัวชี้วัดแรกคือ ‘คอยน์เบส พรีเมียม’ ซึ่งหมายถึงส่วนต่างราคาระหว่างบิตคอยน์(BTC) ที่ซื้อขายในคอยน์เบส แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตที่จดทะเบียนในแนสแด็ก กับราคาในกระดานของผู้ให้บริการต่างประเทศรายใหญ่ เช่น ไบนานซ์ โดยทั่วไปแล้ว หาก ‘คอยน์เบส พรีเมียม’ ขยายตัวในแดนบวกอย่างมีนัยสำคัญ มักจะตีความได้ว่า นักลงทุนสหรัฐ โดยเฉพาะสถาบัน กำลัง ‘รุกซื้อ’ บิตคอยน์(BTC) อย่างหนัก
ในช่วงตลาดกระทิงรอบก่อน รูปแบบนี้ถูกสังเกตซ้ำแล้วซ้ำเล่า พรีเมียมที่แข็งแรงในคอยน์เบสมักจะเดินคู่ไปกับการเร่งตัวขึ้นของราคา ช่วงปลายปี 2024 ที่บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวขึ้นไปล่าระดับ 100,000 ดอลลาร์ ก็เคยเห็นพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ข้อมูลจาก ‘โคอินกลาส(Coinglass)’ ชี้ว่า ณ ตอนนี้ ‘คอยน์เบส พรีเมียม’ กลับอ่อนตัวลงมาจนอยู่ในโซนลบลึกสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน นั่นหมายความว่า บิตคอยน์(BTC) ในกระดานคอยน์เบสกำลังซื้อขายกันที่ราคาถูกกว่าตลาดนอกสหรัฐ เป็นเสมือน ‘ส่วนลด’ ที่สะท้อนว่าแรงซื้อจากฝั่งอเมริกันกำลังอ่อนกำลังลงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ทั้งนี้ ส่วนต่างเชิงลบเริ่มกลับมาให้เห็นราววันที่ 19 มีนาคม ก่อนจะค่อย ๆ ขยายกว้างขึ้น
ETF บิตคอยน์สปอตยังไหลเข้า แต่แรงเร่งเริ่มตก
ตัวชี้วัดอีกด้านที่ถูกจับตาไม่แพ้กันคือ ‘กระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF บิตคอยน์สปอต’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรวัดสำคัญของความต้องการลงทุนจากสถาบัน
ตามข้อมูลของโซโซแวลู(SoSoValue) กองทุน ETF บิตคอยน์สปอตที่จดทะเบียนในสหรัฐทั้ง 11 กองทุน มียอดเงินสุทธิไหลเข้ารวม 1,530 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.3086 ล้านล้านวอน) ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญ เพราะเป็นการหยุดกระแสเงิน ‘ไหลออกสุทธิ’ ติดต่อกัน 3 เดือน และพลิกกลับมาเป็น ‘ไหลเข้าสุทธิ’ อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกตัวเลขจะเห็นว่า ‘ความเร็ว’ ของเงินไหลเข้าเริ่มชะลอตัว จากยอด 1,530 ล้านดอลลาร์นั้นกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.9605 ล้านล้านวอน) ไหลเข้ามาในช่วง ‘ครึ่งเดือนแรก’ ขณะที่ช่วงหลังจากนั้นมียอดเพิ่มเพียงราว 195 ล้านดอลลาร์ (ราว 294.2 พันล้านวอน) เท่านั้น ภายในตลาดมีเสียงประเมินอย่างต่อเนื่องว่า ‘การจะดันราคาบิตคอยน์(BTC) ให้เกิดโมเมนตัมขาขึ้นที่แข็งแรง จำเป็นต้องมีเม็ดเงินไหลเข้าจาก ETF ในลักษณะ ‘ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ’ ในปริมาณมาก’
วิกรม สุพุราจ(Vikram Subburaj) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต ‘จิโอตัส(Giottus)’ ในอินเดีย ให้ความเห็นว่า ‘ดีมานด์จากสถาบันไม่ได้หายไปไหน แต่ไม่ได้ไหลเข้ามาแบบเส้นตรงและรัวเหมือนในช่วง ‘เฟสสะสม’ ที่ร้อนแรงที่สุดอีกต่อไป ตอนนี้เป็นการเข้าซื้อแบบคัดเลือกมากขึ้น’
ณ ปัจจุบัน บิตคอยน์(BTC) ซื้อขายอยู่แถว ๆ 70,000 ดอลลาร์ (ราว 1,056.1 만วอน) ตามข้อมูลจากโค인데스크(CoinDesk) ภาพรวมภายนอกอาจดูเหมือน ‘ราคาที่แข็งแกร่ง’ ซึ่งยืนหยัดท่ามกลางกระแสข่าวลบได้ดี แต่หากมองลึกลงไป ‘คอยน์เบส พรีเมียม’ ที่ยังติดลบ และ ‘กระแสเงิน ETF บิตคอยน์สปอต’ ที่แรงส่งเริ่มอ่อน กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ทั้งสองปัจจัยนี้จะสามารถ ‘ฟื้นตัวพร้อมกัน’ ได้หรือไม่ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางรอบถัดไปของบิตคอยน์(BTC) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
‘ความเห็น’
ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ การที่ราคา ‘ยืนได้’ แต่สัญญาณฝั่งสถาบันเริ่มชะลอ มักเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการไล่ซื้อ เพื่อรอจังหวะให้หนึ่งในสองอย่างนี้ชัดเจนขึ้น: (1) พรีเมียมคอยน์เบสกลับมาเป็นบวก และเงินไหลเข้า ETF เร่งตัวอีกครั้ง ยืนยันรอบขาขึ้นใหม่ หรือ (2) ราคาปรับฐานลงเพื่อดึงดูดสภาพคล่องชุดใหม่จากนักลงทุนรายใหญ่ การเคลื่อนไหวของบิตคอยน์(BTC) ในช่วงนี้จึงอาจเป็น ‘ช่วงสะสมพลัง’ มากกว่าจะเป็นตอนเร่งเครื่องรอบใหม่ในทันที
ความคิดเห็น 0