‘น้ำมันดิบเบรนท์’ร่วงแรง ขณะที่ ‘ราคาทองคำ’ทะยานขึ้นพร้อมกัน กำลังส่งสัญญาณ ‘สตากฟเลชัน’ แผ่ซ่านไปทั่วตลาดการเงิน ท่ามกลางภาพใหญ่ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อกลับน่ากังวลมากขึ้น ‘บิตคอยน์(BTC)’ จึงถูกจับตามองว่าจะสามารถรับบทใหม่ในฐานะสินทรัพย์รับมือภาวะนี้ได้จริงหรือไม่
ในช่วงล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาแถว ๆ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตรงข้ามกับราคาทองคำที่ดีดกลับขึ้นสู่โซน 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความต้องการพลังงานที่คาดว่าจะอ่อนแรงดันให้ราคาน้ำมันปรับฐานลง ขณะที่ความวิตกต่อการอ่อนค่าของสกุลเงินหลักและความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับดันทองคำให้พุ่งสูงขึ้น รูปแบบนี้ถือเป็นแพตเทิร์น ‘สตากฟเลชัน’ แบบคลาสสิก ที่นักลงทุนมองไม่ใช่เพียงความผันผวนรายสินทรัพย์ แต่เป็นภาพรวมของภาวะ ‘เศรษฐกิจโตช้า + เงินเฟ้อสูง’ ที่กำลังก่อตัวชัดเจน
ด้าน ‘บิตคอยน์’ เคลื่อนไหวแถว 71,043 ดอลลาร์ ยืนยันแนวรับบริเวณ 70,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง แต่ในเวลาเดียวกัน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETF บิตคอยน์รวมราว 708 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับตึงตัวที่ 3.50–3.75% ต่อเนื่อง สภาพนี้กดดันบรรยากาศลงทุนในภาพรวม แม้ ‘บิตคอยน์(BTC)’ จะยังยืนเหนือระดับสำคัญได้ก็ตาม
‘สเปรดทอง–น้ำมัน’ พุ่ง แตะสัญญาณเปลี่ยนยุค
อัตราส่วนราคาทองคำต่อราคาน้ำมัน (Gold/Oil Ratio) ดีดขึ้นแรงจนหลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่เพียงการย่อตัวชั่วคราวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็น ‘สัญญาณเปลี่ยนโหมด’ ของระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เมื่อความกลัวภาวะถดถอยทำให้น้ำมันร่วงลง ขณะที่ความกังวลต่อการเสื่อมค่าของเงินกระดาษผลักให้ทองคำไต่ระดับขึ้น อย่างที่เคยเกิดในช่วงเริ่มต้นของ ‘สตากฟเลชัน’ ในอดีต
ตัวอย่างชัดที่สุดคือทศวรรษ 1970 เมื่อครั้งนั้นราคาทองคำพุ่งขึ้นมากกว่า 2,000% ขณะที่กลุ่มสินทรัพย์พลังงานหลายประเภทเจอทั้งดีมานด์หดตัวและราคาทรุดแรง นักวิเคราะห์ของ Bloomberg มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกันในเชิงโครงสร้าง โดยมองว่าเป็น ‘การย้ายฐานเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยแบบยาว ๆ’ ไม่ใช่แค่เก็งกำไรสั้น ๆ ตัวเลขก็สะท้อนภาพนี้ชัดเจน เพราะในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา น้ำมันดิบเบรนท์อ่อนตัวลงราว 8% ขณะที่ทองคำไต่ขึ้นไปใกล้ระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือท่าทีของ ‘เฟด’ ที่ยังไม่ยอมผ่อนคลายนโยบายการเงินเท่าที่ตลาดหวัง การยืนยันว่าจะไม่รีบลดดอกเบี้ย คือสัญญาณชัดว่าฝั่งผู้กำหนดนโยบายพร้อมให้ ‘การควบคุมเงินเฟ้อ’ อยู่เหนือ ‘การประคองการเติบโต’ ผลลัพธ์คือ ‘สินทรัพย์ที่อิงกับเงินเฟียต’ ถูกกดดันมากขึ้น ในทางกลับกัน สินทรัพย์ที่มี ‘อุปทานจำกัด’ เช่น ทองคำ และ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ
‘บิตคอยน์’ กำลังขยับเข้าใกล้บทบาท ‘ทองคำดิจิทัล’
เมื่อฝุ่นในตลาดเริ่มจาง รูปแบบการเคลื่อนไหวของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ก็กำลังเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ออนเชน Zerocap ระบุว่า แม้เม็ดเงินในกองทุน ETF บิตคอยน์จะไหลออกต่อเนื่อง แต่ข้อมูลบนบล็อกเชนกลับชี้ว่า ‘จำนวนบิตคอยน์ที่ถูกโอนออกจากตลาดแลกเปลี่ยนไปยังวอลเล็ตส่วนตัวกำลังเพิ่มขึ้น’
ความเคลื่อนไหวแบบนี้ตีความได้ว่า ฝั่งสถาบันซึ่งใช้ ETF เป็นช่องทางลงทุนกำลัง ‘ลดน้ำหนัก’ แบบระมัดระวัง ขณะที่ฝั่งนักลงทุนระยะยาวกลับมองช่วงย่อตัวเป็นโอกาส ‘สะสมของถูก’ หากมองในมุมโครงสร้าง จึงอาจหมายถึงการเปลี่ยนบทบาทของบิตคอยน์ จากสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวตามความเสี่ยง (risk-on asset) ไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกับ ‘ทองคำ’ มากขึ้น
สัดส่วนราคา BTC/ทองคำ ก็ยังเคลื่อนไหวในกรอบค่อนข้างนิ่ง แม้ภาพรวมตลาดจะผันผวน แตกต่างชัดกับปี 2022 ที่บิตคอยน์มักดิ่งลงพร้อม ๆ กับหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ขณะเดียวกัน บริษัทจดทะเบียนอย่าง Strategy, เมตาแพลนเน็ต และ American Bitcoin Corporation ก็ทยอยเพิ่มการถือครอง ‘บิตคอยน์(BTC)’ อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ราคายังคงเหวี่ยงแรง
‘ความคิดเห็น’
หากเทียบกับรอบก่อน ๆ ตลาดเริ่มแยกมุมมองต่อบิตคอยน์ออกจากหุ้นเติบโตมากขึ้น และมองใกล้เคียงกับทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงมหภาค โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของสกุลเงินหลัก
สตากฟเลชันดันเงินไหลสู่ ‘สินทรัพย์หายาก’
เศรษฐกิจโลกในตอนนี้กำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้ง ‘การเติบโตชะลอ’ และ ‘กำลังซื้อของเงินลดลง’ เมื่อต้องรับแรงกดดันคู่แบบนี้ การไหลของเม็ดเงินเข้าสู่ ‘สินทรัพย์หายาก’ อย่างทองคำและ ‘บิตคอยน์(BTC)’ จึงถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมปกติของตลาด
จุดที่ทำให้ ‘บิตคอยน์(BTC)’ น่าจับตาเป็นพิเศษ คือการมีทั้งโครงสร้างอุปทานจำกัดตามโปรโตคอล และสถานะสินทรัพย์ดิจิทัลที่เทรดได้ 24 ชั่วโมงทั่วโลก จึงอาจเติมช่องว่างที่ ‘ทองคำ’ ทำได้ยากในยุคการเงินดิจิทัล แต่ปัจจัยสำคัญที่ยังต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด คือ ‘ทิศทางเงินใน ETF’ ที่สะท้อนมุมมองของสถาบัน และ ‘นโยบายดอกเบี้ยของเฟด’ ที่ยังเป็นต้นตอของความผันผวนหลักในตลาดคริปโต
ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวสวนทางกันของ ‘ราคาทองคำ’ และ ‘น้ำมันดิบเบรนท์’ ครั้งนี้ ถูกตีความว่าเป็นมากกว่าความผันผวนระยะสั้น แต่คือสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์มหภาคทั่วโลก วงการคริปโตกำลังจับตาว่า ‘บิตคอยน์(BTC)’ จะใช้จังหวะนี้ยืนระยะในฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ ได้จริงเพียงใด เพราะหากทำได้สำเร็จ ทิศทางของตลาดคริปโตในระยะยาวอาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ความคิดเห็น 0