Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ริปเปิล(XRP)–สเตลลาร์(XLM) ขยับศูนย์ถ่วงการเงินโลก สู่โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินยุคใหม่

ระบบการเงินโลกกำลังขยับศูนย์ถ่วงอย่างเงียบ ๆ จากธนาคารดั้งเดิม ไปสู่เครือข่ายบล็อกเชนอย่าง ‘ริปเปิล(XRP)’ และ ‘สเตลลาร์(XLM)’ ที่ถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเงินยุคใหม่ ด้วยความเร็วในการประมวลผลที่สูงและค่าธรรมเนียมที่ต่ำ ทำให้โครงสร้างการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อไม่นานมานี้ แบล็กสวอน แคปิตอลลิสต์(BlackSwan Capitalist) ที่ก่อตั้งโดย แวร์ซาน อัลจาร์ราห์(Versan Aljarrah) แสดงความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกิจ แต่เป็น ‘การปรับโครงสร้างระยะยาวอย่างมีเจตนา’ แม้ประเด็นด้านกฎระเบียบจะครองพื้นที่พาดหัวข่าว ‘ความคิดเห็น’ แต่อัลจาร์ราห์มองว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงกำลังเกิดขึ้นบนเครือข่ายที่สามารถโอนมูลค่าและชำระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และทิศทางการยอมรับใช้งานริปเปิลและสเตลลาร์โดยธนาคาร ฟินเทค และบรรดาบริษัทชำระเงินข้ามพรมแดน กำลังยืนยันภาพนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ริปเปิล(XRP) ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกรรมได้มากกว่า 1,500 รายการต่อวินาที และปิดการชำระเงินได้ภายใน 3–5 วินาที เทียบกับระบบโอนเงินระหว่างประเทศของธนาคารเดิมที่ใช้เวลาหลายวัน ความได้เปรียบด้าน ‘ความเร็วและประสิทธิภาพ’ จึงเห็นได้ทันที ปัจจุบันริปเปิลร่วมมือกับสถาบันการเงินมากกว่า 350 แห่งทั่วโลก และใช้โซลูชัน ‘สภาพคล่องตามความต้องการ (On-Demand Liquidity, ODL)’ ช่วยประมวลผลการชำระเงินระหว่างประเทศในมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อวัน

สเตลลาร์(XLM) เลือกโฟกัสในมิติ ‘ต้นทุนต่ำ การชำระเงินขนาดเล็ก และการเข้าถึงบริการการเงิน’ ผ่านความร่วมมือกับไอบีเอ็ม(IBM) สเตลลาร์ถูกนำไปใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของโซลูชันการชำระเงินบนบล็อกเชนสำหรับธนาคารและผู้ให้บริการโอนเงิน ทำให้ผู้ใช้งานที่เข้าถึงบริการทางการเงินแบบดั้งเดิมได้ยาก มี ‘ทางเลือก’ ในการทำธุรกรรมที่จับต้องได้มากขึ้น จุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการ ‘โทเคนไนซ์’ สกุลเงินตราแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัล ทำให้การโอน แลกเปลี่ยน และการทำธุรกรรมแบบโปรแกรมได้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นบนเครือข่ายเดียว

สองเครือข่ายนี้จึงกำลังท้าทายโครงข่ายการเงินดั้งเดิม ด้วยโครงสร้างที่ ‘เร็ว โปร่งใส และเข้าถึงได้มากกว่า’ และกำลังกลายเป็นชั้นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการเงินระหว่างประเทศทีละขั้น

หัวใจสำคัญของริปเปิล(XRP) และสเตลลาร์(XLM) อยู่ที่ ‘การโทเคนไนซ์’ ทรัพย์สิน และ ‘โครงสร้างที่ยึดตามโปรโตคอล’ แทนที่จะยึดติดกับองค์กรศูนย์กลางแบบเดิม เมื่อสินทรัพย์หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สกุลเงิน หุ้น ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ ถูกย้ายขึ้นมาบนบล็อกเชน อำนาจในการควบคุมจึงค่อย ๆ เคลื่อนจากสถาบันเดี่ยว ไปสู่เครือข่ายโปรโตคอลที่ทุกคนเข้าถึงได้

ริปเปิลมุ่งลดความซับซ้อนของการชำระเงินอัตโนมัติและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระดับโลก ส่วนสเตลลาร์เน้นการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัล เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมได้เร็วขึ้นและมีต้นทุนต่ำ จุดร่วมของทั้งสองคือการฝังฟังก์ชัน ‘การชำระเงิน สภาพคล่อง และการโอนเงินทุน’ เข้าไปในตัวเครือข่ายโดยตรง กลายเป็นโครงสร้างที่ ‘อินฟราสตรักเจอร์ = อำนาจทางการเงิน’

ท้ายที่สุด ริปเปิล(XRP) และสเตลลาร์(XLM) จึงไม่ได้ถูกมองแค่เป็นสกุลเงินดิจิทัล แต่กำลังกลายเป็น ‘ฐานรากของระบบการเงินยุคถัดไป’ ด้วยกรณีใช้งานจริงที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและโครงสร้างที่รองรับการเติบโตในระดับโลก ความเป็นไปได้ที่ระบบการเงินในอนาคตจะขับเคลื่อนอยู่บนโปรโตคอลแบบกระจายศูนย์จึงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และยุคที่ ‘ความเร็ว การควบคุม และการเข้าถึง’ ถูกกำหนดโดยเครือข่ายการเงินอย่างริปเปิลและสเตลลาร์ กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้มากกว่าที่หลายคนคิด

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1