เทเธอร์(USDT) ผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ เดินหน้าขยายอาณาจักร ‘คริปโตคาปิตอล’ อย่างจริงจัง ด้วยการอัดฉีดเงินลงทุนเชิงกลยุทธ์ราว 1.5 หมื่น억원 (10,000 ล้านดอลลาร์) เข้า ‘เอทสลีป(Eight Sleep)’ สตาร์ทอัพเทคโนโลยีด้าน ‘AI การนอนหลับ’ ก้าวนี้ถูกมองว่าไม่ใช่แค่การลงทุนทางการเงิน แต่คือการเดิมพันระยะยาวกับ ‘ข้อมูลชีวภาพมนุษย์’ และเทคโนโลยีเฮลท์เทคในอนาคต
ในการระดมทุนครั้งนี้ เทเธอร์ประเมินมูลค่ากิจการเอทสลีปไว้ที่ราว 15,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.25 ล้านล้านบาท) สูงกว่ามูลค่าช่วงระดมทุนซีรีส์ C ปี 2021 ที่ราว 5,000 ล้านดอลลาร์ถึง 3 เท่า ขณะเดียวกัน เอทสลีปตั้งเป้าทำ ‘กระแสเงินสดอิสระ (FCF) เป็นบวก’ ภายในปี 2025 และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบริษัทฮาร์ดแวร์ผู้บริโภคไม่กี่รายที่มีเส้นทางสู่ความสามารถทำกำไรชัดเจน
‘USDT’ สร้างเครื่องยนต์ลงทุนไซส์มหึมา
รายได้ก้อนยักษ์ของเทเธอร์คือหัวใจของเกมนี้ เทเธอร์นำเงินค้ำประกันสเตเบิลคอยน์ ‘เทเธอร์(USDT)’ ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อกินดอกเบี้ย ปัจจุบันสินทรัพย์ภายใต้การบริหารพุ่งเกิน 100,000 ล้านดอลลาร์ และภายในปี 2024 เพียงปีเดียว เทเธอร์กอบโกยกำไรสุทธิราว 13,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.95 ล้านล้านบาท)
กำไรส่วนหนึ่งเปลี่ยนร่างเป็น ‘ทุนลงทุน’ โดยเฉพาะ ‘ส่วนเกินเงินสำรอง’ ที่ว่ากันว่ามีมากถึงราว 6,300 ล้านดอลลาร์กำลังถูกกระจายเข้าสู่การลงทุนสายเวนเชอร์ ซีอีโอเทเธอร์ เปาโล อาร์โดอิโน(Paolo Ardoino) เคยอธิบายแนวทางนี้ว่าเป็นการลงทุนใน ‘อธิปไตยส่วนบุคคล’ และ ‘ศักยภาพของมนุษย์’
เอทสลีปจึงกลายเป็นตัวต่อที่ลงล็อกอย่างพอดี บริษัทนี้ใช้เซนเซอร์และ AI เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพระหว่างการนอน เช่น อัตราการเต้นหัวใจ อุณหภูมิร่างกาย และใช้ข้อมูลเหล่านี้ปรับ ‘อุณหภูมิที่นอน’ แบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มคุณภาพการหลับพักผ่อน สุดท้ายเป้าหมายคือสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านการนอนหลับ’ บนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของผู้ใช้งานทั่วโลก
จากบริษัทคริปโต สู่บทบาท ‘กองทุนเทคโนโลยี’
การดีลกับเอทสลีปไม่ใช่จุดเริ่มต้น เทเธอร์เคยเทเงินกว่า 200 ล้านดอลลาร์ให้กับ ‘แบล็คร็อก นิวโรเทค’ บริษัทเทคโนโลยี ‘สมอง–คอมพิวเตอร์อินเทอร์เฟซ (BCI)’ ไปแล้วในปี 2024 และในปี 2025 ยังเข้าร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ‘เจนเนอเรทีฟ ไบโอนิกส์’ อีกด้วย
ในบรรดาดีลทั้งหมด เอทสลีปถือเป็นเคสลงทุนที่ใหญ่ที่สุด และสะท้อนทิศทางใหม่ของเทเธอร์ที่กำลังแปลงร่างจาก ‘บริษัทคริปโต’ ไปสู่การเป็น ‘กลุ่มทุนเทคโนโลยีหลากหลายมิติ’ หากในอดีตสตราเทจียุคหนึ่งเคยเน้นสะสมบิตคอยน์(BTC) เป็นหลัก วันนี้เทเธอร์เลือกกระจายเข้าสู่เทคโนโลยี ‘มนุษย์เป็นศูนย์กลาง’ ตั้งแต่เฮลท์เทค AI ไปจนถึงหุ่นยนต์
สภาพแวดล้อมตลาดเองก็เอื้ออำนวย อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการนอนหลับและการวัดสัญญาณชีวภาพกำลังโตเร็ว ปี 2025 ‘โอูร่า(Oura)’ สตาร์ทอัพแหวนสุขภาพ สามารถระดมทุน 90 ล้านดอลลาร์จากมูลค่ากิจการราว 1,100 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความคาดหวังของตลาดต่อดีไวซ์ด้านสุขภาพที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เทเธอร์จึงถูกมองว่ากำลังเร่งจองพื้นที่ในตลาดใหม่นี้ตั้งแต่ต้นทาง
โอกาสมหาศาล แต่ความเสี่ยงก็ขยับตาม
เดิมพันครั้งใหญ่ในเอทสลีปเปิดทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากเอทสลีปเดินหน้าขยายยอดขาย สเกลผลิตภัณฑ์ และรักษาเส้นทางสู่กำไรได้ตามแผน เงินทุนจากเทเธอร์อาจกลายเป็นตัวเร่งให้บริษัทขยายสู่ตลาดทั่วโลก และช่วยปักหมุดเทเธอร์ในฐานะ ‘ผู้เล่นหลัก’ ของโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลการนอนระดับโลก
แต่ในอีกด้าน หากเศรษฐกิจถดถอยและเม็ดเงินผู้บริโภคหดตัว มูลค่าบริษัทฮาร์ดแวร์สำหรับผู้บริโภคอาจถูกกดลงอย่างหนัก ขณะเดียวกัน กฎระเบียบด้านเฮลท์เทคที่เข้มงวดขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป อาจทำให้การเติบโตของธุรกิจที่พึ่งพาข้อมูลสุขภาพและการนอนชะลอตัวลง
‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่าความเสี่ยงสำคัญคือการที่เทเธอร์ทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือครอง ‘สินทรัพย์ไม่สภาพคล่อง’ อย่างหุ้นสตาร์ทอัพ หากในอนาคตเกิดแรงกดดันไถ่ถอนเทเธอร์(USDT) ครั้งใหญ่ สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยากอาจกลายเป็นจุดอ่อนในระบบสำรองของบริษัท
ท้ายที่สุด เทเธอร์กำลังขยายบทบาทจากแค่ ‘ผู้ออกสเตเบิลคอยน์’ ไปสู่การเป็น ‘ทุนยักษ์’ ที่ลงทุนในสมรรถนะมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลชีวภาพอย่างเต็มตัว คำถามจึงกลับมาที่ว่า ‘กำไร 13,000 ล้านดอลลาร์’ จากเทเธอร์(USDT) จะถูกส่งต่อไปยังเทคโนโลยีใดเป็นรายต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งตลาดคริปโตและวงการเทคโนโลยีกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0