บิตคอยน์(BTC) กำลังเข้าใกล้โซนสำคัญที่ ‘60,000 ดอลลาร์’ ซึ่งถือเป็นแนวรับหลักของตลาด ขณะที่แรงขายยังกดดันต่อเนื่อง และกระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETF แบบสปอตแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนภาวะ ‘ความกังวล’ ที่กำลังทวีความรุนแรงในหมู่นักลงทุน
ตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวในแนวโน้มขาลง และถูกทดสอบบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระดับราคานี้ไม่ได้เป็นเพียง ‘แนวรับเชิงจิตวิทยา’ เท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็น ‘จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง’ ที่ส่งผลต่อทั้งนักลงทุนสถาบันและตลาดอนุพันธ์โดยรวม ฌอง-ดาวิด เปกีโนต์(Jean-David Péquignot) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของแพลตฟอร์มอนุพันธ์คริปโต เดริบิต(Deribit) มองว่า หากราคา ‘หลุด’ จากโซนนี้ไปได้ กลไกตลาดอาจเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ในช่วงปีที่ผ่านมา เม็ดเงินสถาบันที่ไหลเข้ามายังบิตคอยน์(BTC) ส่วนใหญ่ถูกประเมินว่าเข้าซื้อสะสมในช่วง 60,000–67,000 ดอลลาร์ นั่นหมายถึงนักลงทุนกองทุน ETF ผู้เล่นรายใหญ่ และเงินเก็งกำไรระยะสั้นจำนวนมากต่างมี ‘ต้นทุนเฉลี่ย’ กระจุกอยู่ในกรอบราคาใกล้เคียงกัน
เมื่อราคาปัจจุบันถอยลงมาสู่ช่วงดังกล่าว นักลงทุนจำนวนไม่น้อยกำลังอยู่ในจุด ‘คุ้มทุน’ หรือเริ่มเฉียดเขต ‘ขาดทุน’ หากราคาย่อลงต่อ ‘แรงกดดันจากต้นทุน’ และภาวะขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ก็จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดการเงินดั้งเดิม โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI กำลังให้ผลตอบแทนโดดเด่น ทำให้การถือครองบิตคอยน์(BTC)ยิ่งดูมี ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ สูงขึ้น
เปกีโนต์อธิบายว่า หากราคาลงต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของกลุ่มสถาบัน ‘แรงหนีตายเพื่อล็อกขาดทุน’ มีโอกาสจุดชนวนแรงขายขนาดใหญ่ในเวลาอันสั้น ด้านไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) ประธานบริษัทสเตรทีจี(Strategy) ก็ชี้ปัจจัยกดดันคล้ายกัน โดยมองว่าเงินทุนบางส่วนกำลัง ‘หมุนออก’ ไปหาหุ้นกลุ่ม AI มากขึ้น
ในฝั่งตลาดอนุพันธ์ โครงสร้างของออปชันกำลังกลายเป็นอีกตัวเร่ง ‘แรงขาย’ ข้อมูลจากเดริบิต(Deribit) ระบุว่า ณ ราคาใช้สิทธิ์ 60,000 ดอลลาร์ มีสถานะคงค้างของ ‘พุทออปชัน’ มูลค่ารวมราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.84 ล้านล้านวอน ซึ่งเป็นดีลป้องกันความเสี่ยงจากการปรับฐานของราคา
ปัญหาคือ ฝั่งตรงข้ามของสัญญาเหล่านี้คือมาร์เก็ตเมกเกอร์ที่ตกอยู่ในภาวะ ‘ชอร์ตแกมมา’ หมายความว่ายิ่งราคาบิตคอยน์(BTC)ลงใกล้ 60,000 ดอลลาร์มากเท่าไร พวกเขายิ่งจำเป็นต้อง ‘ขาย’ สัญญาฟิวเจอร์สหรือบิตคอยน์จริงเพิ่มขึ้น เพื่อควบคุมความเสี่ยงของพอร์ต ส่งผลให้การเฮดจ์แบบอัตโนมัติยิ่งกลายเป็นตัวเร่งให้ราคาร่วงแรงกว่าเดิม
ด้านสถานะเลเวอเรจก็เป็นอีกระเบิดเวลาสำคัญ เมื่อราคาเคลื่อนไหวใกล้เส้นตาย 60,000 ดอลลาร์ พอร์ตที่เปิด ‘ลองเลเวอเรจ’ ไว้ด้วยเงินค้ำประกันจำกัดจะถูกกดดันทันที หากแนวรับนี้แตกลงอย่างชัดเจน มูลค่าหลักประกันจะหดตัวอย่างรวดเร็วและมีโอกาสเห็นการ ‘ล้างพอร์ตอัตโนมัติ’ เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ ซึ่งที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว ก็มีสถานะลองเลเวอเรจถูกชำระบัญชีไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์
ท้ายที่สุด แนวรับ 60,000 ดอลลาร์ของบิตคอยน์(BTC) จึงไม่ได้เป็นแค่เส้นราคาให้ลุ้นว่าจะ ‘รับอยู่หรือไม่’ แต่ทำหน้าที่เป็น ‘จุดชี้ชะตา’ ที่เชื่อมโยงระหว่างทิศทางเงินทุนสถาบัน โครงสร้างตลาดอนุพันธ์ และความเสี่ยงจากเลเวอเรจ หากระดับนี้ถูกป้องกันไว้ได้ ความผันผวนอาจยังจำกัดอยู่ในกรอบเดิม แต่หากแตกลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดอาจต้องเผชิญช่วงเวลาแห่งความผันผวนรุนแรงรอบใหม่ ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลของตลาดบิตคอยน์(BTC)ไปอย่างสิ้นเชิง
‘ความคิดเห็น’ ระดับ 60,000 ดอลลาร์กำลังทำหน้าที่คล้าย ‘เส้นแบ่ง’ ระหว่างภาวะปรับฐานตามรอบปกติ กับโหมด ‘เทขายเพราะกลัว’ ของนักลงทุนสถาบันและตลาดอนุพันธ์ จึงเป็นโซนที่ผู้เล่นทุกกลุ่มควรจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะสั้นนี้
ความคิดเห็น 0