บิตคอยน์(BTC) ร่วงหนักตามกระแส ‘AI แรลลี่’ ทั่วโลกที่เริ่มสะดุด ภายในหนึ่งสัปดาห์ราคาดิ่งลงเป็นเลขสองหลัก สะท้อนแรงขายในตลาดคริปโตที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั้งฝั่ง ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อัลต์คอยน์’
เมื่อวันที่ 6 (เวลาท้องถิ่น) ในตลาดเอเชีย บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงมาที่ราว 62,715 ดอลลาร์ ลดลง 1.9% ภายในวันเดียว และร่วงกว่า 14.5% ในรอบสัปดาห์ คิดเป็นเงินไทยราว 9.66 ล้านบาทต่อ 1 BTC
อีเธอเรียม(ETH) เคลื่อนไหวที่ 1,696 ดอลลาร์ ร่วงแรง 4.8% ภายใน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้การปรับตัวลงรายสัปดาห์ขยายตัวเกิน 15% ขณะที่โซลานา(SOL) ร่วงลงมาที่ 66.51 ดอลลาร์ ลดลง 5.4% ในวันเดียว และร่วงรวม 18.5% ภายใน 7 วัน
แรงเทขายรอบนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยในตลาดคริปโตโดยตรง แต่โยงกับความร้อนแรงด้าน ‘การลงทุน AI’ ที่กำลังเย็นลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกถูกเทขายตามไปด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ในสหรัฐ ที่ให้มุมมองต่อ ‘ชิป AI’ ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่เคยนำตลาดบวกแรง พลิกกลับเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด
ผลกระทบลุกลามไปยังดัชนีหุ้นใหญ่ทั่วโลก ดัชนีแนสแด็ก100 ฟิวเจอร์สอ่อนตัวลงอีกราว 0.9% ทำให้ปิดลบต่อเนื่อง 3 วันติด ฝั่งเอเชีย ดัชนีคอสปีของเกาหลีใต้ร่วงแรงถึง 4.7% ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิปชั้นนำอย่าง SK ไฮนิกซ์ ดิ่งลงกว่า 8% ดัชนี MSCI เอเชีย-แปซิฟิก ก็อ่อนตัวเพิ่มราว 1.4%
กระแส ‘Risk-on’ ที่เคยขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังต่อ ‘AI’ กำลังเปลี่ยนเป็น ‘Risk-off’ อย่างรวดเร็ว นักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงในทุกสินทรัพย์ ไม่เว้นแม้แต่คริปโตที่เคยได้อานิสงส์จากธีม AI มาก่อน
ฝั่งตลาดเงิน ภาพความเสี่ยงก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ ค่าเงินในเอเชียอ่อนตัวต่อเนื่อง ‘เงินบาท’ เคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า ขณะที่ ‘รูเปียห์อินโดนีเซีย’ ร่วงลงใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สหรัฐ พร้อมกับเม็ดเงินต่างชาติไหลออกจากตลาดพันธบัตรในภูมิภาค
ส่วน ‘รูปีอินเดีย’ ยังทรงตัวได้ดีกว่า จากการที่ธนาคารกลางอินเดียใช้มาตรการดึงดูดเงินทุนไหลเข้า ทำให้ความผันผวนต่ำกว่าคู่เงินเอเชียอื่นๆ
ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศในตลาดการเงินเอเชียถูกอธิบายว่าเป็นภาวะ ‘การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแบบเงียบๆ’ นักลงทุนทยอยลดพอร์ตความเสี่ยงลง โดยไม่มีข่าวลบจุดเดียวที่ชัดเจน แต่เกิดจากแรงขายสะสมในหลายตลาดพร้อมกัน
ในตลาดคริปโตเอง ‘ไม่มีข้อยกเว้น’ แม้แต่เหรียญที่เคยสวนกระแสขึ้นต่อเนื่องอย่าง ‘ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid)’ ก็เริ่มถูกเทขาย โดยราคาดิ่งลง 14.8% ภายในวันเดียว ลงมาที่ 62.14 ดอลลาร์
ก่อนหน้านี้ ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid) เป็นหนึ่งในเหรียญขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวที่ยังคงบวกในรอบสัปดาห์ แต่หลังการร่วงครั้งนี้ ผลตอบแทนรายสัปดาห์หดเหลือเพียงราว 1.5% เท่านั้น ทำให้แนวคิดในตลาดที่ว่า ‘มีเพียงโทเคนที่มี ‘กระแสเงินสดจริง’ เท่านั้นที่ยืนได้ในขาลง’ ถูกท้าทายอย่างหนัก
ด้าน ‘โครงสร้างอุปสงค์’ ของบิตคอยน์(BTC) ก็เริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพิจารณาจากกระแสเงินในกองทุน ETF และการเคลื่อนไหวของนักลงทุนสถาบัน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทุน ETF บิตคอยน์สปอตในสหรัฐมีกระแสเงินไหลออกต่อเนื่อง 13 วันทำการ นับจากกลางเดือนพฤษภาคม มียอดเงินไหลออกสะสมแล้วราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันบางส่วนทยอยลดน้ำหนักการถือครอง
พร้อมกันนี้ บริษัทลงทุนรายใหญ่รายหนึ่งในต่างประเทศ ซึ่งเคยถือบิตคอยน์(BTC) เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาว ก็หันมากดปุ่มขายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 โดยเทขายราว 32 BTC เพื่อจัดหาเงินสำหรับจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ
‘ความคิดเห็น’ สองปัจจัยนี้ถูกมองว่าเป็นการสั่นคลอนฐานผู้ซื้อหลักที่คอยพยุงราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ทำให้แรงรับฝั่งสถาบันบางลงอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวแปรถัดไปที่ตลาดจับตาคือ ‘ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร’ ของสหรัฐ ซึ่งจะเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทาง ‘ดอกเบี้ยสหรัฐ’ และความเสี่ยงในสินทรัพย์ทุกประเภท
หากตัวเลขจ้างงานชะลอตัวลง ตลาดอาจกลับมาคาดหวังการลดดอกเบี้ยในยุคของประธานเฟด เควิน วอร์ช(Kevin Warsh) มากขึ้น ส่งผลให้ ‘ดอกเบี้ยที่แท้จริง’ มีโอกาสปรับลดลง และเอื้อต่อการรีบาวด์ของทั้ง ‘สินทรัพย์ AI’ และ ‘คริปโต’ รวมถึงบิตคอยน์(BTC)
แต่หากการจ้างงานยังแข็งแกร่ง ความคาดหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจถูกเลื่อนออกไป ทำให้แรงกดดันด้านการเงินตึงตัวอยู่ต่อ และเพิ่มโอกาสที่ราคาคริปโตจะเผชิญแรงขายรอบใหม่
ในเวลานี้ แนวโน้มที่ตลาดหุ้นและตลาดคริปโตจะ ‘ไหลลงต่อไปตามทิศทางเดิม’ ยังถูกมองว่าเป็นเส้นทางที่มีแรงต้านน้อยที่สุด จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ด้านดอกเบี้ยหรือเศรษฐกิจที่แรงพอจะเปลี่ยนสมดุลของความเสี่ยงในตลาดกลับไปสู่โหมด ‘เสี่ยงได้’ อีกครั้ง
ความคิดเห็น 0