เทเธอร์(USDT) กำลังส่งสัญญาณสำคัญผ่านกราฟ ‘อัตราครองตลาด’ หรือ ‘USDT Dominance’ หลังเกิดสัญญาณ ‘โกลเดน ครอส’ บนกรอบสัปดาห์ บ่งชี้ว่าเม็ดเงินในตลาดคริปโตเริ่มไหลกลับไปสู่สินทรัพย์ที่ผูกกับดอลลาร์มากขึ้น สถานการณ์นี้อาจสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไป
อัตราครองตลาดของ USDT หมายถึงสัดส่วนมูลค่าตลาดของเทเธอร์เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด จึงถูกใช้เป็นตัวชี้วัดทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน ปัจจุบันเทเธอร์มีมูลค่าตลาดประมาณ 186.84 พันล้านดอลลาร์ และผูกมูลค่ากับดอลลาร์ในอัตรา 1:1 ทำให้หลายคนมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ใกล้เคียงกับ ‘ดิจิทัลดอลลาร์’ มากที่สุด
ในภาพรวม ‘USDT’ ทำหน้าที่เสมือนสกุลเงินหลักของตลาดคริปโต ทั้งการเทรดและทำกิจกรรมในโลกดีไฟน์(DeFi) นักลงทุนใช้ USDT เพื่อเข้าซื้อบิตคอยน์หรืออัลต์คอยน์ รวมถึงใช้เป็นหลักประกันกู้ยืม ทำฟาร์มผลตอบแทน และกลยุทธ์เชิงซับซ้อนต่างๆ ในระบบนิเวศคริปโต
ปัญหาคือ เมื่อ ‘อัตราครองตลาดของ USDT’ ปรับตัวสูงขึ้น มักหมายถึงภาวะ ‘หนีเสี่ยง’ ของนักลงทุน โดยทั่วไปเมื่อราคา *บิตคอยน์* อ่อนตัว สัดส่วนของ USDT จะเพิ่มขึ้น เพราะผู้เล่นเปลี่ยนจากเหรียญผันผวนไปถือสินทรัพย์ที่นิ่งกว่า รูปแบบนี้ใกล้เคียงกับช่วงที่ตลาดการเงินดั้งเดิมหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย
ข้อมูลในช่วงล่าสุดสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน อัตราครองตลาดของ USDT พุ่งขึ้นถึง 13.5% ภายในวันเดียว ดันระดับขึ้นไปบริเวณ 9% ซึ่งเป็นการดีดตัวแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 ในเวลาเดียวกัน ‘บิตคอยน์’ ร่วงลงราว 14% และหลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ลงไปชั่วคราว
สัญญาณ ‘โกลเดน ครอส’ ที่เพิ่งเกิดขึ้นคือการที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ ตัดขึ้นเหนือเส้น 200 สัปดาห์ ซึ่งในเชิงเทคนิคมักถูกตีความว่าเป็นจุดเปลี่ยนสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ สำหรับ ‘USDT Dominance’ นั่นหมายถึงโอกาสที่ ‘สัดส่วนเงินสดดิจิทัล’ ในตลาดคริปโตอาจยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
กล่าวอีกแบบคือ นักลงทุนน่าจะมีแนวโน้มถือครองสินทรัพย์ที่ผูกกับดอลลาร์นานขึ้น แทนที่จะรีบหมุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์หรืออัลต์คอยน์ จึงสะท้อนถึงภาวะที่ ‘ความอยากเสี่ยง’ ในตลาดคริปโตเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
จุดที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ แนวโน้มนี้อาจไม่ใช่แค่การ “พักเงินรอจังหวะ” ภายในตลาดคริปโตเท่านั้น แม้ ‘อัตราครองตลาดของ USDT’ จะปรับเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่มูลค่าตลาดรวมของเทเธอร์กลับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 สถานการณ์แบบนี้มีนัยว่า เม็ดเงินส่วนหนึ่งอาจไม่หยุดอยู่ในสเตเบิลคอยน์ แต่ไหลออกจากระบบคริปโตไปสู่ ‘เงินเฟียต’ หรือสินทรัพย์นอกตลาดดิจิทัลแล้ว
แรงกดดันยังมาจากปัจจัยอื่นที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ผลตอบแทนรายสัปดาห์ของ ‘บิตคอยน์’ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ย่ำแย่ที่สุดรอบหนึ่ง ขณะเดียวกัน กองทุน ETF บิตคอยน์ส pot ในสหรัฐยังคงเผชิญกับกระแสเงินไหลออกต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่ง สถาบันการเงินและนักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากเริ่มโยกเม็ดเงินไปยังหุ้นกลุ่ม ‘เอไอ (AI)’ ที่กำลังเป็นเทรนด์ร้อนแรง
เมื่อประกอบกันเป็นภาพใหญ่ จึงเกิดเป็นแรงกดดันแบบ ‘สามชั้น’ คือ ‘อัตราครองตลาด USDT ที่เพิ่มขึ้น + เงินไหลออกจาก ETF บิตคอยน์ + การผงาดขึ้นของทางเลือกการลงทุนใหม่อย่างหุ้น AI’ ชุดสัญญาณนี้บ่งชี้ว่า ภาวะในตอนนี้อาจไม่ใช่แค่การย่อตัวชั่วคราว แต่คือการที่ *ความเสี่ยงโดยรวมในตลาดกำลังถูกประเมินใหม่* และความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดต่ำลง
ตราบใดที่ ‘USDT Dominance’ ยังไม่กลับทิศลง และเม็ดเงินยังไม่ไหลคืนสู่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ กับอัลต์คอยน์อย่างมีนัยสำคัญ ‘แรงกดดันด้านขาลง’ ต่อราคาคริปโตมีโอกาสดำรงอยู่ต่อไป สถานการณ์ปัจจุบันจึงอาจไม่ใช่เพียงช่วง “พักหายใจ” ของตลาด แต่มีโอกาสเป็น ‘การปรับโครงสร้างการไหลของเงินทุน’ ที่ลึกและยาวนานกว่าที่นักลงทุนบางส่วนคาดไว้
‘ความคิดเห็น’ นักลงทุนควรจับตาทั้งอัตราครองตลาดของเทเธอร์ กระแสเงินเข้า–ออกจาก ETF บิตคอยน์ และทิศทางเงินสถาบันที่มุ่งหน้าไปยังธีมอื่นอย่าง AI ควบคู่กัน เพราะทั้งสามตัวแปรนี้อาจเป็นตัวกำหนดว่าเมื่อใดตลาดคริปโตจะเริ่มดึงดูดเม็ดเงินกลับมาอีกครั้ง หรือจะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในระยะยาว
ความคิดเห็น 0