Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ภาคการเงินดั้งเดิมเร่งรับบล็อกเชน-สเตเบิลคอยน์ แม้ตลาดคริปโตผันผวนจากเศรษฐกิจสหรัฐ

ภาคการเงินดั้งเดิมเร่งรับบล็อกเชน-สเตเบิลคอยน์ แม้ตลาดคริปโตผันผวนจากเศรษฐกิจสหรัฐ / Tokenpost

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาค การยอมรับ ‘บล็อกเชน’ ของภาคการเงินดั้งเดิมกลับเดินหน้าเร็วขึ้นอย่างชัดเจน แม้ตลาดหุ้นโลกและตลาดคริปโตจะเผชิญแรงกดดันจากความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยที่ชะลอลง แต่ธนาคารขนาดใหญ่และบริษัทชำระเงินยังเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโทเคนไนซ์และการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์มากขึ้น เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Crypto.com Research สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่า ‘บล็อกเชน’ ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีของสินทรัพย์เก็งกำไรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินจริง

แรงกดดันรอบล่าสุดเริ่มจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในเดือนพฤษภาคมที่ออกมาสูงกว่าคาดที่ 172,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจเลื่อนเวลาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจึงพุ่งขึ้นทันที และกระทบสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้าง ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 2.59% ขณะที่ Nasdaq ร่วง 4.68% โดยแรงขายกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยี ขณะเดียวกันกระแสเงินบางส่วนไหลเข้าสู่กลุ่มเฮลธ์แคร์และการเงินที่ถูกมองว่ามีลักษณะป้องกันความเสี่ยงได้มากกว่า

ตลาดคริปโตก็ไม่รอดจากแรงสั่นสะเทือนนี้ สเตเบิลคอยน์อย่าง ยูเอสดีคอยน์(USDC) และ เทเธอร์(USDT) เผชิญเงินทุนไหลออกรวมราว 24,000 ล้านดอลลาร์ รายงานมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับความต้องการถือเงินสดเพื่อเตรียมเข้าร่วม IPO ของ SpaceX นอกจากนี้ กองทุน ETF แบบสปอตยังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยกองทุนบิตคอยน์(BTC) แบบสปอตในสหรัฐมีเงินไหลออกสุทธิ 1,700 ล้านดอลลาร์ ส่วนกองทุนอีเธอเรียม(ETH) แบบสปอตมีเงินไหลออก 174 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าความระมัดระวังของนักลงทุนยังคงอยู่

ในด้านกฎระเบียบ สหรัฐกำลังเดินหน้าทั้งการเปิดทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ระบบมากขึ้น และการเพิ่มความเข้มงวดด้านกำกับดูแลไปพร้อมกัน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอยู่ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมายยกเว้นภาษีสำหรับธุรกรรมคริปโตมูลค่าต่ำ ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการนำบิตคอยน์(BTC) มาเป็นสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่า สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังถูกยกระดับขึ้นมาอยู่ในวาระสำคัญเชิงนโยบาย

อีกด้านหนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หรือ SEC ได้กำหนดให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์จนถึงปี 2030 นั่นหมายความว่าการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจสอบตลาดอาจเข้มข้นขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า Crypto.com Research มองว่า สภาพแวดล้อมลักษณะนี้อาจเพิ่มความผันผวนในระยะสั้น แต่ในระยะกลางถึงยาวกลับช่วยวางรากฐานเชิงสถาบันให้กับอุตสาหกรรมได้แข็งแรงขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงที่เด่นที่สุดอยู่ที่ฝั่งสถาบันการเงิน ธนาคารขนาดใหญ่อย่าง เจพีมอร์แกน, แบงก์ออฟอเมริกา และซิตี้แบงก์ กำลังร่วมกันพัฒนาเครือข่าย ‘เงินฝากโทเคนไนซ์’ โดยตั้งเป้าเปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้การโอนและการชำระบัญชีของเงินฝากธนาคารบนระบบ ‘บล็อกเชน’ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันในตลาดการชำระเงินระหว่างองค์กรและการบริหารสภาพคล่องของนักลงทุนสถาบัน

โกลด์แมน แซคส์ ก็เร่งเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน โดยเปิดตัวกองทุนอสังหาริมทรัพย์แบบโทเคนไนซ์บนแพลตฟอร์มของตนเอง การนำสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำอย่างอสังหาริมทรัพย์มาแปลงเป็นโทเคน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซื้อขายและขยายการเข้าถึงของนักลงทุนได้มากขึ้น จึงทำให้ ‘โทเคนไนซ์’ ไม่ใช่แค่การทดลองทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างของผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยตรง

ฝั่งการชำระเงินก็ขยับตัวไม่แพ้กัน มาสเตอร์การ์ด, วีซ่า และสไตรป์ กำลังผลักดันแพลตฟอร์มสเตเบิลคอยน์ร่วมกัน โดยเฉพาะมาสเตอร์การ์ดที่ขยายระบบให้รองรับการชำระเงินผ่านบัตรด้วยสเตเบิลคอยน์ที่อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแล เช่น ยูเอสดีคอยน์(USDC) และ พีวายยูเอสดี(PYUSD) บนเครือข่ายหลักอย่าง อีเธอเรียม(ETH) และ โซลานา(SOL) ความเคลื่อนไหวนี้ชี้ให้เห็นว่า สเตเบิลคอยน์กำลังเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือสภาพคล่องในตลาดซื้อขาย ไปสู่การเป็นหนึ่งในรางชำระเงินจริงของระบบการเงินสมัยใหม่

ในมุมของผลิตภัณฑ์ลงทุน ตลาดยังเห็นการขยายตัวต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงปรับฐาน โดยเกรย์สเกลได้เปิดตัว Hyperliquid ETF ในสหรัฐ พร้อมชูจุดขายด้านค่าธรรมเนียมที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน สะท้อนว่าแม้ราคาสินทรัพย์จะผันผวน แต่ผู้เล่นสถาบันยังไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

ท้ายที่สุด ภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือการตัดกันระหว่างแรงกดดันระยะสั้นจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง กับแรงหนุนระยะยาวจากการที่ภาคการเงินดั้งเดิมกำลังรับ ‘บล็อกเชน’ และสเตเบิลคอยน์เข้าสู่ระบบจริงมากขึ้น แม้ราคาสินทรัพย์จะสั่นคลอน แต่กระบวนการสร้างกติกาและการใช้งานจริงกลับเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

"ความคิดเห็น" ประเด็นที่ควรจับตาจากนี้อาจไม่ใช่เพียงว่าตลาดจะรับมือกับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจมหภาคได้มากน้อยแค่ไหน แต่คือความเร็วที่ ‘บล็อกเชน’ จะค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปอยู่ในระบบการเงินเดิม หากแนวโน้มนี้ต่อเนื่อง ‘บล็อกเชน’ อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกการเงินเร็วกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดไว้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1