บิตคอยน์(BTC) สร้างประเด็นใหม่ในตลาดอนุพันธ์แบบกระจายศูนย์ หลังโปรโตคอลเทรดสัญญาอย่าง ‘อัสเตอร์(Aster)’ ปรับโครงสร้างการกระจายโทเคนครั้งใหญ่ ลดอัตราออกโทเคนรายเดือนลงกว่า ‘97%’ ทำให้แรงขายฝั่งอุปทานหายไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่คำถามสำคัญคือ โครงสร้างใหม่จะถูก ‘ตีมูลค่าใหม่’ ในตลาดหรือไม่ และจะกลายเป็นตัวเร่งราคาหรือเปล่ายังไม่มีความชัดเจนในตอนนี้
ก่อนหน้า อัสเตอร์ใช้โมเดล ‘ปลดล็อกเชิงเส้น’ ด้วยการปล่อยโทเคน ASTER เข้าตลาดเดือนละ 78.4 ล้านโทเคน คิดเป็นราว 1% ของปริมาณโทเคนทั้งหมด ทว่าโครงสร้างดังกล่าวถูกยกเลิก และหันมาใช้โมเดลใหม่ที่ปล่อยโทเคนเพียงราว 1.8–2.25 ล้าน ASTER ต่อเดือนเท่านั้น โดยโทเคนชุดใหม่นี้จะถูกแจกจ่ายเฉพาะในรูปแบบ ‘รางวัลสเต๊กกิ้ง’ หรือการล็อกโทเคน ไม่ได้เข้าสู่ตลาดในฐานะโทเคนหมุนเวียนอิสระเหมือนเดิม
‘97% ลดลง’ แปลว่าอะไรต่อกลไกราคาในตลาดคริปโต?
อัสเตอร์ระบุผ่านช่องทางทางการว่า ได้ยกเลิกโครงสร้างปลดล็อกรายเดือน 78.4 ล้าน ASTER อย่างถาวร และเปลี่ยนมาใช้สัดส่วนรางวัลสเต๊กกิ้งใหม่ที่สัปดาห์ละ 450,000 ASTER หรือคิดเป็นรายเดือนราว 1.8–2.25 ล้าน ASTER เท่านั้น เทียบเชิงตัวเลขถือเป็นการหั่นอัตราออกโทเคนลงเกือบ ‘97%’ ในทันที
โทเคนส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือโควตา ‘ระบบนิเวศและคอมมูนิตี้’ ซึ่งเดิมทีวางแผนจะแจกจ่ายแบบเชิงเส้นภายใน 20 เดือน รวมคิดเป็น 30% ของซัพพลายทั้งหมด ตอนนี้ถูกย้ายเข้าไปอยู่ในพูลสเต๊กกิ้งแทน กล่าวคือ โทเคนที่ตั้งใจจะไหลเข้าสู่ตลาดแบบอิสระ ถูกเปลี่ยนให้ต้องผ่านกระบวนการล็อกและเข้าร่วมเครือข่ายก่อน
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ นับตั้งแต่การเปิดเทรดครั้งแรก (TGE) ในเดือนกันยายน 2025 โทเคนที่ถูกปลดล็อกไปแล้วจำนวนมาก ‘ไม่ได้ถูกใช้งานจริง’ และยังคงนอนอยู่ในที่อยู่เดิม ซึ่งเท่ากับว่า ‘อุปทานที่ใช้งานจริง’ ในตลาดต่ำกว่าตัวเลขปลดล็อกบนกระดาษอย่างชัดเจน
ณ ตอนนี้ ปริมาณโทเคน ASTER ทั้งหมดอยู่ที่ 7,921.3 ล้านโทเคน โดยมีโทเคนประมาณ 77.86 ล้าน ASTER ถูกเผาทำลายไปแล้ว อัสเตอร์เริ่มใช้โมเดล ‘ซื้อคืน–เผา’ ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยนำค่าธรรมเนียมสูงสุดถึง 80% ในโปรโตคอลไปซื้อโทเคนคืนจากตลาด และนำไปเผาเพื่อลดอุปทานถาวร ทำให้โครงสร้างกลายเป็นแบบกึ่งดีแฟลชัน (กดดันให้ซัพพลายลดลงเรื่อย ๆ)
‘คำ’โครงสร้างแบบนี้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ในกลุ่ม DEX ช่วงหลัง ที่หันหลังให้โมเดล ‘แจกโทเคนหนัก ๆ’ แล้วหันมาพึ่งรายได้ค่าธรรมเนียมเพื่อซื้อคืนโทเคน บวกกับการจำกัดการออกโทเคน ทำให้ฝั่งอุปทานกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคา
ราคายังกระดิกไม่แรง ‘ช็อกฝั่งอุปทาน’ ยังไม่สะท้อนเต็มที่
แม้โครงสร้างใหม่จะลดแรงขายในเชิงระบบลงชัดเจน แต่ราคา ASTER ในตลาดยังตอบสนองจำกัด โดยล่าสุดขยับขึ้นเพียงราว 0.8% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากรอยแผลเดิมตอนเปิดตัว ที่มีการปล่อยโทเคนแบบแอร์ดรอปออกมาครั้งเดียวกว่า 704 ล้าน ASTER หรือราว 8.8% ของซัพพลายทั้งหมด ทำให้ตลาดเผชิญภาวะ ‘ล้นอุปทาน’ ตั้งแต่วันแรก
อย่างไรก็ดี โครงสร้างด้านอุปทานกำลังเปลี่ยนไปคนละแบบกับช่วงเปิดโปรเจกต์ เดิมทีโทเคนไหลจากฝั่งทีมและพูลชุมชนเข้าสู่ตลาดแบบแทบไม่มีเงื่อนไข แต่ตอนนี้โทเคนใหม่เข้าตลาดน้อยลง ขณะที่โทเคนเก่าถูกดึงกลับจากตลาดผ่านการซื้อคืนด้วยค่าธรรมเนียม และส่วนใหญ่ถูก ‘ล็อก’ ผ่านการสเต๊กกิ้ง
โมเดลสเต๊กกิ้งของอัสเตอร์ไม่ได้มีแค่รางวัลพื้นฐาน (APY) แบบคงที่ แต่ยังมี ‘โมเดลสะสมแต้มความภักดี’ ที่ให้รางวัลเพิ่มตามระยะเวลาล็อกและกิจกรรมการเทรดบนแพลตฟอร์ม ยิ่งถือยาวและใช้งานแพลตฟอร์มบ่อย ผลตอบแทนยิ่งสูง กลไกนี้ช่วย ‘ดึงโทเคนออกจากตลาดสpot’ และล็อกไว้นอกตลาดซื้อขายต่อเนื่อง
อีกตัวแปรสำคัญคือโทเคนฝั่งทีมพัฒนา โควตาทีมคิดเป็น 5% ของทั้งหมด อยู่ในสถานะล็อกยาวไปจนถึงเดือนกันยายน 2026 และหลังจากนั้นจึงจะถูกทยอยปล่อยออกมาที่เดือนละ 10 ล้าน ASTER อย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงยังไม่มี ‘กำแพงขาย’ จากฝั่งทีมในระยะสั้น ทำให้โครงสร้างด้านแรงขายดูนิ่งกว่าโทเคน DEX รุ่นใหม่หลายตัวที่มักมีตารางปลดล็อกค่อนข้างชัน
อย่างไรก็ตาม ภาพนี้ไม่ได้ไร้ความเสี่ยงทั้งหมด หากในอนาคตกลไกกำกับดูแล (Governance) มีมติให้ใช้โควตาระบบนิเวศที่เดิมตั้งใจไว้สำหรับสเต๊กกิ้งไปในช่องทางอื่น เช่น แรงจูงใจสภาพคล่องหรือแอร์ดรอปขนาดใหญ่ ‘คำ’เนื้อเรื่องของการลดซัพพลายที่กำลังเล่าอยู่ตอนนี้อาจอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว
‘ความคิดเห็น’ในเชิงโครงสร้าง อัสเตอร์กำลังวางตัวเองไว้ในกลุ่มโปรโตคอลที่ใช้สูตร ‘ลดอุปทาน + ซื้อคืน’ เพื่อหนุนราคาในระยะยาว แต่ตลาดยังไม่ได้ให้ค่าพรีเมียมเต็มที่กับโมเดลนี้ ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นกับสองปัจจัยหลักคือ หนึ่ง ปริมาณการเทรดและค่าธรรมเนียมจะยังคงอยู่ในระดับสูงพอให้กลไกซื้อคืนทำงานจริง หรือไม่ และสอง นโยบายด้านอุปทานจะมีความต่อเนื่องสม่ำเสมอมากแค่ไหน
หากอัสเตอร์รักษาปริมาณเทรดและรายได้ค่าธรรมเนียมให้เติบโตไปพร้อมกับการคุมอุปทานอย่างเข้มงวดได้ ‘ช็อกฝั่งอุปทาน’ ที่ยังไม่ถูกสะท้อนเต็มที่ในราคาตอนนี้ อาจกลายเป็นเชื้อไฟสำหรับรอบการประเมินมูลค่าใหม่ของโทเคน ASTER ในสายตานักลงทุนคริปโตที่มองหาโปรโตคอลดีแฟลชันเชิงโครงสร้าง
ความคิดเห็น 0