บิตคอยน์(BTC) เผชิญแรงกดดันฝั่งขายรอบใหม่ หลังบริษัทขุดเหรียญรายใหญ่ ไลออตแพลตฟอร์มส์(Riot Platforms, RIOT) เทขายบิตคอยน์กว่า 3,778 BTC ในไตรมาส 1 ปี 2026 แปลงเป็นเงินสดราว 2.895 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,372 ล้านบาท ส่งสัญญาณว่า ‘กลยุทธ์ถือยาว’ ของบริษัทขุดเหรียญเริ่มเปลี่ยนทิศ และอาจกลายเป็นแรงกดดันเพิ่มต่อราคาคริปโตในตลาด
เมื่อวันที่ 1 ตามเวลาท้องถิ่น ไลออตแพลตฟอร์มส์ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นแนสแด็ก เปิดเผยรายงานไตรมาสระบุว่า บริษัทได้ขายบิตคอยน์(BTC) ที่ขุดได้และสะสมไว้รวม 3,778 BTC ในช่วงไตรมาส 1/2026 รวมมูลค่าประมาณ 2.895 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 1,510.30 วอนต่อดอลลาร์ คิดเป็นราว 4,372 ล้านบาท) การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการขยับจากยุทธศาสตร์ ‘เน้นสะสมเหรียญ’ ไปสู่การเน้น ‘เสริมสภาพคล่องเงินสด’ อย่างชัดเจน ปริมาณบิตคอยน์ที่ลดลงในงบดุลของบริษัทจึงถือว่ามี ‘นัยสำคัญ’ ในมุมมองนักลงทุนสถาบัน
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สัญญาณในลักษณะเดียวกันเริ่มเห็นชัดทั่วทั้งอุตสาหกรรม *ขุดบิตคอยน์* รายงานจากหลายสำนักชี้ว่า กลุ่มบริษัทขุดคริปโตที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นรวมกันได้เทขายบิตคอยน์(BTC) ออกมามากกว่า 15,000 BTC สู่ตลาด ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการเร่งขายดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้ง ‘ความยากในการขุด (Mining Difficulty)’ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่พุ่งขึ้น รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในเครื่องขุดและศูนย์ข้อมูลรุ่นใหม่ที่ต้องใช้เงินสดจำนวนมาก ทำให้บริษัทขุดหลายแห่งเลือกจะ “ล็อกกำไร” จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถืออยู่ เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาและเสริมกันชนให้กับงบการเงิน
จากมุมมองตลาดคริปโต การที่บริษัทขุดบิตคอยน์(BTC) ทยอยเทขายเหรียญมีโอกาสกลายเป็นแรงกดดันด้าน *ซัพพลาย* ในระยะสั้น เนื่องจากบิตคอยน์ใหม่ที่ควรถูกเก็บไว้ในงบดุลของผู้ขุด กลับถูกนำเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ‘ความคิดเห็น’ นักกลยุทธ์บางรายเตือนว่า หากราคาบิตคอยน์(BTC) ไม่สามารถยืนเหนือระดับสำคัญได้ การขายต่อเนื่องจากฝั่งผู้ขุดอาจเร่งให้เกิดภาวะย่อตัวลึกหรือสร้างแรงเทขายตาม (Panic Sell) จากนักลงทุนรายย่อย
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งมีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยเห็นว่าการขายของบริษัทขุดรายใหญ่ เช่น ไลออตแพลตฟอร์มส์(RIOT) อาจเป็นส่วนหนึ่งของการ ‘รีเซ็ตโครงสร้างการเงิน’ และ ‘ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน’ ของอุตสาหกรรมมากกว่าจะเป็นสัญญาณลบถาวร ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่า การแปลงบิตคอยน์(BTC) เป็นเงินสดในตอนนี้ อาจเปิดทางให้บริษัทขุดสามารถลงทุนในเครื่องขุดที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ปรับปรุงศูนย์ข้อมูล และลดภาระหนี้ ซึ่งในระยะกลางถึงยาวอาจช่วยให้ต้นทุนขุดต่อ 1 BTC ลดลง และทำให้อุตสาหกรรมมี ‘พื้นฐานที่แข็งแรงขึ้น’
ท้ายที่สุด ภาพรวมตลาดยังจับตาว่า กระแส ‘ขายทำเงินสด’ จากฝั่งบริษัทขุดบิตคอยน์(BTC) จะดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน หากราคาบิตคอยน์กลับมาเข้าสู่ช่วงดีดตัวแรง อาจเห็นบางบริษัทหันกลับมาใช้กลยุทธ์ ‘ถือสะสมเหรียญ’ ใหม่อีกครั้ง ซึ่งทิศทางดังกล่าวจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดสมดุลอุปสงค์-อุปทาน และส่งผลต่อแนวโน้มราคาบิตคอยน์(BTC) ในช่วงไตรมาสถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคิดเห็น 0