ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภาพรวม ‘คริปโต’ และ ‘ดีไฟ(DeFi)’ ถูกเขย่าอย่างหนักจากการโจมตีที่รุนแรงขึ้นทั้งด้านจำนวนและผลกระทบ โดยรายงานจากบริษัทความปลอดภัยบล็อกเชน แพ็กชิลด์(PeckShield) ระบุว่า มูลค่าความเสียหายจาก ‘แฮ็กคริปโต’ ตลอดเดือนมีนาคมแตะราว 5,200만ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,852억วอน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 2,650만ดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของการแฮ็กสูงถึง 96% นอกจากเม็ดเงินที่หายไป สิ่งที่เริ่มชัดเจนขึ้นคือความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘การระบาดแบบเงา(shadow contagion)’ ซึ่งการโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถลุกลามไปทั้งระบบดีไฟ ทิ้ง ‘หนี้เสีย’ ไว้ให้โปรโตคอลอื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกแฮ็กโดยตรงต้องรับภาระแทน
ตามข้อมูลของแพ็กชิลด์ เดือนมีนาคมมีเหตุโจมตีสำคัญเกิดขึ้นถึง 20 ครั้ง โดยลักษณะของการโจมตีไม่ได้จบลงแค่โปรโตคอลเดียว แต่ลามต่อไปยังตลาดกู้ยืม สภาพคล่องในพูล และหนี้เสียที่กระจายตัวออกไป ทำให้โครงสร้างของดีไฟทั้งระบบสั่นคลอน หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงมากคือการแฮ็ก เรโซล์ฟแล็บส์(ResolvLabs) ที่ผู้โจมตีอาศัยช่องโหว่ของระบบจัดการกุญแจ AWS เพื่อสร้างโทเคน USR เพิ่มขึ้นมาอีก 8,000만โทเคน ส่งผลให้เกิดความเสียหายโดยตรงราว 2,500만ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,775억วอน แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะแรงสั่นสะเทือนจากดีลนี้ยังถูกส่งต่อไปยังโปรโตคอลกู้ยืมชื่อดังอย่าง มอร์โฟบลู(Morpho Blue), ออยเลอร์(Euler) และฟลูอิด(Fluid) ผ่านรูปแบบของหนี้ที่ไม่สามารถชำระคืนได้
กรณีของ วีนัส โปรโตคอล(Venus Protocol) ก็สะท้อนภาพ ‘การระบาดแบบเงา’ เช่นกัน ในเหตุการณ์นี้ แฮกเกอร์ใช้วิธีเลี่ยงเพดานการปล่อยสินทรัพย์ของตลาดโทเคน เทนา(THE) ทำให้มูลค่าหลักประกันถูกปั่นให้สูงกว่าที่ออกแบบไว้ราว 3 เท่า ก่อนจะดึงสินทรัพย์ออกไปในรูปของเงินกู้ประมาณ 1,500만ดอลลาร์ จากการวิเคราะห์ธุรกรรมบนเชน พบว่าผู้โจมตีกลับขาดทุนเองกว่า 400만ดอลลาร์ แต่ทิ้ง ‘หลุมดำทางการเงิน’ หรือหนี้เสียให้ระบบต้องแบกรับต่อไปราว 218만ดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าระบบสามารถเสียหายได้ แม้แฮกเกอร์จะไม่ทำกำไรจากดีล
ด้านการโจมตีผู้ใช้งานรายบุคคลก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน อินฟลูเอนเซอร์สายคริปโตที่ใช้ชื่อว่า ‘ชิลลีทูน่า(Chilituna)’ ถูกทั้งกดดันทางกายภาพและจัดการสัญญาอัจฉริยะจนสูญเสียสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 2,400만ดอลลาร์ หรือ 3,624억วอน ขณะที่ผู้ใช้รายหนึ่งของกระดานเทรดคราเคน(Kraken) ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีแบบวิศวกรรมสังคม (Social Engineering) สูญเสียอีเธอเรียม(ETH) รวมมูลค่าราว 1,800만ดอลลาร์ หรือ 2,718억วอน สินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปส่วนหนึ่งถูกนำไปฟอกผ่านเครือข่ายอย่าง ทอร์เชน(THORChain) ก่อนจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังกระดานเทรดอื่น ทำให้การติดตามและอายัดทำได้ยากขึ้น
ในช่วงปลายเดือนมีนาคมยังมีเคสเพิ่มเติมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไซรัส ไฟแนนซ์(Cyreus Finance) ถูกโจมตีด้วยแฟลชลูนนำไปสู่ความเสียหายราว 500만ดอลลาร์ ขณะที่โปรโตคอลสะสมทุนบนเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) อย่าง โซล์ฟ(Solv) ก็สูญเสียเงินไปอีกราว 270만ดอลลาร์ สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือสถานการณ์ในเดือนเมษายนที่เริ่มต้นได้อย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เมื่อแพลตฟอร์มอนุพันธ์บนเชนโซลานา(SOL) อย่าง ดริฟต์ โปรโตคอล(Drift Protocol) เผชิญความเสียหายคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2억8,500만ดอลลาร์ หรือราว 4,303억วอน
กรณีดริฟต์ โปรโตคอล ยังจุดกระแสวิจารณ์ต่อ ‘เซอร์เคิล(Circle)’ ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ USDC เมื่อ แซกซ์เอ็กซ์บีที(ZachXBT) นักวิเคราะห์บล็อกเชนชื่อดังระบุว่า ระหว่างที่แฮกเกอร์ทยอยโอน USDC ออกไปยังเชนอื่นผ่านธุรกรรมกว่าร้อยรายการ การตอบสนองจากฝั่งผู้ออกเหรียญกลับล่าช้าและไม่เด็ดขาดพอ ข้อกล่าวหาเรื่องการจัดการเหตุฉุกเฉินที่ไม่ทันการณ์เช่นนี้ ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึง ‘ความน่าเชื่อถือเชิงระบบ’ ของผู้ให้บริการสเตเบิลคอยน์รายใหญ่
เมื่อมองภาพรวม เหตุการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนนี้แสดงให้เห็นว่า ‘แฮ็กคริปโต’ ไม่ใช่แค่ปัญหาช่องโหว่ทางเทคนิคอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็น ‘ความเสี่ยงเชิงระบบการเงิน’ ที่คล้ายกับการล้มของสถาบันการเงินในโลกดั้งเดิม ‘การระบาดแบบเงา’ ทำให้โปรโตคอลที่ดูเหมือนปลอดภัย กลับได้รับผลกระทบจากหนี้เสียและการผิดนัดของโปรโตคอลอื่นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ‘ความคิดเห็น’ หากไม่มีมาตรการจัดการความเสี่ยงข้ามโปรโตคอล การเปิดเผยข้อมูลหนี้แฝง และกลไกหยุดฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ ดีไฟอาจต้องเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ ที่กระทบทั้งนักพัฒนา นักลงทุนสถาบัน และผู้ใช้งานทั่วไปในเวลาเดียวกัน
ความคิดเห็น 0