ไบแนนซ์(Binance) เตรียมปรับโครงสร้างระบบเทรดครั้งใหญ่ ด้วยการนำกฎ ‘ราคา 범위 실행 규칙(PRER)’ มาใช้จำกัด ‘ช่วงราคา’ ที่คำสั่งจะถูกจับคู่ได้ในกระดานสปอต เป้าคือป้องกันการ ‘체결’ ที่ผิดปกติในภาวะตลาดผันผวนรุนแรง ซึ่งนับเป็นการปรับโครงสร้างหลักครั้งสำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์ล้างพอร์ตครั้งใหญ่เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน
ไบแนนซ์ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน (เวลาท้องถิ่น) เป็นต้นไป จะทยอยนำ ‘ราคา 범위 실행 규칙(PRER)’ มาใช้กับการเทรดสปอตทุกคู่ โดยระบบจะสร้าง ‘แถบราคาแบบไดนามิก’ รอบ ‘ราคาอ้างอิง’ ที่คำนวณจากราคาซื้อขายล่าสุด แล้วจำกัดไม่ให้มีการจับคู่คำสั่งในราคาที่อยู่นอกกรอบดังกล่าว
คำสั่งแบบเทกเกอร์ที่พยายามจับคู่ในราคานอกกรอบ ‘แถบราคา’ จะถูกระบบยกเลิก (expire) โดยอัตโนมัติ ต่างจากคำสั่งลิมิตหรือคำสั่งตัดขาดทุนที่ผู้ใช้ตั้งเอง เพราะครั้งนี้เป็นการที่ตัว ‘ตลาดหลัก’ เข้าไปควบคุมกระบวนการจับคู่ราคาโดยตรง กลไกนี้ถูกมองว่าใกล้เคียงกับ ‘เซอร์กิตเบรกเกอร์’ ในตลาดหุ้นแบบดั้งเดิม ที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองตลาดในภาวะเคลื่อนไหวผิดปกติ
มาตรการ ‘ราคา 범위 실행 규칙(PRER)’ ถูกมองว่าเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่ตามมาหลังเหตุการณ์ ‘10·10 폭락’ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งสร้างรอยแผลลึกให้ตลาดคริปโตทั่วโลก ภายในเวลาเพียงวันเดียว มูลค่าการบังคับปิดโพซิชันเลเวอเรจพุ่งแตะราว 19,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.85 หมื่นล้านบาท) กลายเป็นสถิติการล้างพอร์ตสูงสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีนักเทรดกว่า 1.6 ล้านรายได้รับผลกระทบ โดย ‘ความคิดเห็น’ ทั่วตลาดในตอนนั้นโยงสาเหตุหลักไปที่คำประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ เรื่องภาษีเทคโนโลยีจากจีนในอัตรา 100% ที่จุดชนวนความตื่นตระหนก
ในฝั่งของไบแนนซ์ จุดอ่อนด้านโครงสร้างการจับคู่คำสั่งถูกเปิดโปงชัดเจน สเตเบิลคอยน์ USDe ยังคงรักษาระดับราคาใกล้ 1 ดอลลาร์บนแพลตฟอร์มเคิร์ฟไฟแนนซ์(Curve Finance) แต่กลับร่วงลงไปถึงราว 0.65 ดอลลาร์บนไบแนนซ์ ขณะเดียวกัน สินทรัพย์อย่าง บีเอ็นโซล(BNSOL) และ แรปด์อีเธอเรียม(WBETH) ก็มีคำสั่งลิมิตที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นาน ถูกจับคู่ที่ราคาสุดขั้วแบบที่เจ้าของคำสั่งไม่คาดคิดมาก่อน
หลังเหตุการณ์นั้น ไบแนนซ์ออกมาตรการเยียวยาผู้ใช้รวมกว่า 283 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,250 ล้านบาท) และต่อมาเปิดตัวโครงการ ‘ทูเกเธอร์อินิชิเอทีฟ(Together Initiative)’ อีกชุดหนึ่ง เสนอเป็นสเตเบิลคอยน์วงเงินรวมราว 300 ล้านดอลลาร์ และวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีก 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยพยุงสภาพคล่องและบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้งานที่โดนหนัก
ในเชิงวิเคราะห์ ตลาดอนุพันธ์คริปโตอย่าง บิตเม็กซ์(BitMEX) เคยนิยามเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าเป็น ‘ความล้มเหลวของโครงสร้างจุลภาคตลาด (market microstructure failure)’ โดยชี้ว่า ‘คำสั่งซื้อขายในออร์เดอร์บุ๊ก’ บางส่วนบางคู่เหรียญบนตลาดคริปโตในตอนนั้นมีสภาพคล่องบางที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ทำให้ราคาสามารถเหวี่ยงหลุดกรอบได้อย่างรุนแรงเมื่อมีแรงเทขายหรือเทซื้อขนาดใหญ่ไหลเข้าในเวลาอันสั้น
ไบแนนซ์เองก็ยอมรับประเด็นนี้ผ่านเอกสารของ ‘ราคา 범위 실행 규칙(PRER)’ ว่า การผสมกันระหว่าง ‘สภาพคล่องต่ำ’ กับ ‘คำสั่งค้างระยะยาวที่ไม่ได้ถูกยกเลิก’ ทำให้เกิดการซื้อขายในราคาที่ไม่สอดคล้องกับสภาพตลาดจริง การนำกฎ PRER เข้ามา จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อป้องกันสถานการณ์ ‘ราคาหลุดโลก’ ก่อนจะเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ไบแนนซ์ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญไปแล้วหนึ่งครั้ง นั่นคือการปรับวิธีคำนวณ ‘หลักฐานเงินสำรอง (Proof of Reserves: PoR)’ เมื่อวันที่ 7 มกราคม (เวลาท้องถิ่น) ที่ผ่านมา เดิมทีสัดส่วนเงินสำรองต่อสินทรัพย์ผู้ใช้จะไม่รวมสินทรัพย์ที่แพลตฟอร์มถือเอง ทำให้ตัวเลขดูสูงกว่าความเป็นจริง การปรับใหม่คือการนำสินทรัพย์ฝั่งแพลตฟอร์มมารวมในสมการ เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ ‘อนุรักษนิยมขึ้นแต่สะท้อนความจริงมากขึ้น’
ไบแนนซ์ย้ำปัจจุบันยังถือสินทรัพย์ของผู้ใช้แบบ 1:1 ไม่มีหนี้สินค้าง และมีการกันเงินเข้ากองทุนฉุกเฉิน ‘SAFU’ แยกต่างหาก ด้านเทคนิค ระบบตรวจสอบเงินสำรองใช้โครงสร้างข้อมูลเมิร์กเคิลทรี(Merkle Tree) ผสมผสานกับเทคโนโลยีเข้ารหัส ‘zk-SNARK’ ทำให้ผู้ใช้สามารถยืนยันยอดคงเหลือของตัวเองได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อสาธารณะ
‘ราคา 범위 실행 규칙(PRER)’ จึงไม่ได้เป็นเพียงฟีเจอร์เล็กๆ ที่เพิ่มเข้ามาในระบบเทรด แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของไบแนนซ์ทั้งในมิติ ‘ความเสถียรของการจับคู่คำสั่ง’ และ ‘ความน่าเชื่อถือของตลาด’ ในภาพรวม ‘ความคิดเห็น’ จากฝั่งนักเทรดและนักลงทุนจึงจับตาว่า เมื่อกฎใหม่นี้ถูกนำไปใช้ครบทุกคู่เหรียญแล้ว จะช่วยลดแรงเหวี่ยงผิดปกติในช่วงที่ข่าวใหญ่ลงตลาดได้มากน้อยแค่ไหน และจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้แพลตฟอร์มคริปโตรายอื่นต้องเดินตามหรือไม่
ความคิดเห็น 0