ตลาดการเงินโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ แต่แรงซื้อในหุ้น ‘AI’ และตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่ชะลอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปช่วยหนุนความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงให้กลับมาอย่างรวดเร็ว โดยรายงานของ คริปโตดอทคอม เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่าทั้งตลาดหุ้นสหรัฐและตลาด ‘คริปโต’ ฟื้นตัวพร้อมกัน ขณะที่เงินทุนไหลเข้า ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ แบบสปอต ETF การขยายธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของสถาบันการเงินรายใหญ่ และความคาดหวังต่อความชัดเจนด้านกฎระเบียบ กลายเป็นแรงขับสำคัญของตลาด
ในช่วงต้นสัปดาห์ ตลาดยังถูกกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและแรงกดดันด้านราคา แต่บรรยากาศเปลี่ยนชัดเจนในช่วงปลายสัปดาห์ ดัชนีแนสแด็กพุ่งขึ้น 4.51% ภายในสัปดาห์เดียว ขณะที่ไมครอน เทคโนโลยี(MU) เพิ่มขึ้น 37.7% และอินเทล(INTC) บวก 25.4% สะท้อนว่าแรงซื้อกระจุกตัวในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างชัดเจน ปัจจัยหนุนหลักมาจากมุมมองบวกต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และความต้องการหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงที่เพิ่มขึ้น
อีกด้านหนึ่ง รายงานการจ้างงานเดือนเมษายนของสหรัฐออกมาต่ำกว่าที่ตลาดกังวล ทำให้นักลงทุนกลับมาคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจมีพื้นที่มากขึ้นในการลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ภาวะดังกล่าวช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้าง ไม่เฉพาะหุ้นเทคโนโลยี แต่รวมถึง ‘คริปโต’ ด้วย
ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ‘สปอต ETF’ กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง คริปโตดอทคอมระบุว่า สัปดาห์ล่าสุดกองทุน ‘บิตคอยน์(BTC)’ แบบสปอตมีเงินไหลเข้าสุทธิ 632 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ขณะที่กองทุน ‘อีเธอเรียม(ETH)’ แบบสปอต ซึ่งก่อนหน้านี้เผชิญกระแสเงินไหลออก พลิกกลับมาเป็นเงินไหลเข้าสุทธิ 70 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นสัญญาณฟื้นตัวที่มีนัยสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังคงมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของการจัดพอร์ตเชิงกลยุทธ์ เมื่อการเข้าถึงผ่าน ETF ทำได้ง่ายขึ้น ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ จึงค่อย ๆ ถูกมองไม่ใช่แค่สินทรัพย์ผันผวนสูง แต่ยังเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เชื่อมเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักมากขึ้นด้วย
ฝั่งหุ้นเหมืองขุด ‘บิตคอยน์(BTC)’ แม้ผลประกอบการหลายบริษัทออกมาไม่สดใสนัก แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวแข็งแกร่ง นักลงทุนจำนวนมากให้น้ำหนักกับแผนเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานการขุดเดิมไปสู่ศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI มากกว่ากำไรระยะสั้น บางบริษัทแม้จะขาดทุนในระดับกำไรต่อหุ้น(EPS) แต่ยังได้รับการตอบรับเชิงบวก เพราะตลาดเริ่มตีมูลค่าธุรกิจเหล่านี้ใหม่ จากหุ้นเหมืองขุดไปเป็นหุ้น ‘AI infrastructure’
จุดแข็งของผู้ประกอบการกลุ่มนี้อยู่ที่การมีระบบไฟฟ้า ความสามารถด้านการระบายความร้อน และประสบการณ์บริหารเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในธุรกิจประมวลผล AI หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อ ก็อาจทำให้อุตสาหกรรม ‘คริปโต’ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การขุดหรือการซื้อขาย แต่ขยายไปสู่บทบาทใหม่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีระดับโลก
ด้านนโยบาย กรอบกำกับดูแลก็เป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาด ในสหรัฐ การผลักดันกฎหมายที่มักถูกเรียกว่า ‘Clarity Act’ เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยคณะกรรมาธิการการเกษตรของวุฒิสภากำลังเร่งขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และมีรายงานว่าทำเนียบขาวต้องการเห็นความคืบหน้าภายในวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับวันชาติสหรัฐ ความคาดหวังต่อกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นถูกมองว่าจะช่วยลดส่วนลดเชิงโครงสร้างที่กดทับมูลค่าตลาด ‘คริปโต’ มานาน
ในเกาหลีใต้ รัฐบาลยืนยันว่าการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลในอัตรา 22% จะเริ่มมีผลในเดือนมกราคม 2027 การกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจนช่วยยุติความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อจากประเด็นเลื่อนภาษีซ้ำหลายครั้ง แม้คำว่า ‘กฎระเบียบ’ มักถูกมองเป็นแรงกดดันในระยะสั้น แต่ในมุมของตลาดระยะยาว นี่คือเงื่อนไขพื้นฐานของการเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลัก
บรรดาสถาบันการเงินดั้งเดิมเองก็ส่งสัญญาณชัดว่าการขยายเข้าสู่ ‘คริปโต’ ไม่ใช่แค่การทดลอง มอร์แกน สแตนลีย์(MS) มีแผนให้บริษัทลูก อี*เทรด เปิดบริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับนักลงทุนรายย่อย ส่วนเวสเทิร์น ยูเนียน กำลังพิจารณาใช้สเตเบิลคอยน์บนเครือข่าย ‘โซลานา(SOL)’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโอนเงินข้ามพรมแดน ขณะที่แบล็คร็อก เดินหน้าขยายกองทุนโทเคนไนซ์บนเครือข่าย ‘อีเธอเรียม(ETH)’ เพื่อเร่งการนำผลิตภัณฑ์การเงินแบบดั้งเดิมขึ้นสู่บล็อกเชน
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้บ่งชี้ว่าผู้ใช้งานทั่วไปอาจเข้าถึง ‘คริปโต’ ได้ผ่านแอปธนาคารหรือแพลตฟอร์มนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เส้นแบ่งระหว่างการเงินแบบดั้งเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัลจึงเริ่มเลือนลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้ ‘คริปโต’ ขยับจากสินทรัพย์ทางเลือกไปสู่จุดศูนย์กลางของนวัตกรรมบริการการเงิน
ในฝั่งเทคโนโลยี เครือข่าย ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ยังมีความคืบหน้าที่น่าจับตา หลังมีข้อตกลงเกี่ยวกับอัปเกรด ‘Glamsterdam’ ซึ่งมุ่งเพิ่มความสามารถในการประมวลผลของเครือข่ายราว 3.3 เท่า หากทำได้สำเร็จ ก็อาจช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขยายตัวของระบบ อย่างไรก็ดี ตลาดยังมองสองด้าน เพราะหากการอัปเกรดทำให้ปริมาณการเผาเหรียญลดลง ก็อาจส่งผลต่อการประเมินมูลค่าในระยะยาวเช่นกัน
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือกรณีของเลเยอร์ซีโร่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุแฮ็กมูลค่า 290 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายน ล่าสุดบริษัทได้ยอมรับว่าความผิดพลาดมาจากการตั้งค่าระบบภายในของตนเอง หลังจากก่อนหน้านี้มีท่าทีต่างออกไป การยอมรับความรับผิดแม้จะมาช้า แต่ก็ถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยมากขึ้น
เมื่อมองภาพรวม สัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 แกนหลักพร้อมกัน ได้แก่ ‘AI’ ‘คริปโต’ และการเงินกระแสหลัก เงินทุนที่ไหลเข้า ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ETF กำลังทดสอบว่าการฟื้นตัวรอบนี้จะยั่งยืนแค่ไหน ขณะที่การเข้ามาของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ช่วยขยายฐานผู้ใช้และเพิ่มความชอบธรรมให้กับอุตสาหกรรม
“ความคิดเห็น” หากแนวโน้มนี้ยังต่อเนื่อง ตลาดอาจไม่ได้อยู่ในจุดของการรีบาวด์ระยะสั้นเท่านั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ประเด็นสำคัญจากนี้อาจไม่ใช่แค่ราคาจะขึ้นได้อีกมากน้อยเพียงใด แต่เป็นคำถามว่าใครจะเป็นผู้พา ‘คริปโต’ เข้าไปอยู่ในระบบการเงินหลัก และจะทำได้ลึกแค่ไหนในรอบวัฏจักรถัดไป
ท้ายที่สุด กระแสเงินใน ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ การเร่งตัวของธุรกิจ AI และความชัดเจนด้านกฎระเบียบ กำลังร่วมกันวางฐานใหม่ให้ตลาด ‘คริปโต’ ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเฟสถัดไปที่สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้ยืนอยู่ชายขอบอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเงินโลกอย่างเต็มตัว
ความคิดเห็น 0