ตลาดคริปโตในอินเดียกำลังเปลี่ยนโฉมอย่างชัดเจน เมื่อการซื้อขายมากกว่า 80% ไหลออกจากตลาด ‘สปอต’ ไปสู่การเทรด ‘ฟิวเจอร์ส’ และ ‘ตราสารอนุพันธ์’ เพื่อหลบเลี่ยงภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% (TDS) แต่ผลที่ตามมาคือ ‘การใช้เลเวอเรจสูง’ ทำให้ ‘นักลงทุนรายย่อย’ ขาดทุนรุนแรงและรวดเร็วขึ้น
ตามข้อมูลจากอุตสาหกรรมคริปโตในอินเดีย ปัจจุบันปริมาณซื้อขายส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบการซื้อขายบิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) แบบ *ถือเหรียญจริง* อีกต่อไป แต่ย้ายไปอยู่ในผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่เก็งกำไรจาก ‘ความผันผวนของราคา’ แทน โดยมีรายงานว่าปริมาณซื้อขายสปอตลดลงสูงสุดถึงราว 85%
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก ‘ภาษี TDS 1%’ ที่รัฐบาลกลางอินเดียประกาศใช้ในงบประมาณปี 2022 ทุกครั้งที่มีการเทรดสปอตจะถูกหักภาษีทันที ทำให้เงินทุนของนักลงทุนที่เน้นเทรดถี่ถูกดึงออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง ต่างจากตลาดฟิวเจอร์สที่ยังไม่ถูกเก็บ TDS ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าไปในตลาดอนุพันธ์อย่างรวดเร็ว
ปัญหาคือ ‘ตัวเลขขาดทุน’ ของนักลงทุนรายย่อยกำลังโตเร็วกว่ากำไร ภายในวงการประเมินกันว่า 70%–80% ของนักลงทุนรายย่อยในอินเดียกำลังขาดทุนจากการเทรดคริปโตอนุพันธ์ สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ ‘เลเวอเรจ’ ระดับ 25 เท่า, 50 เท่า ไปจนถึง 100 เท่า ซึ่งทำให้เพียงการเหวี่ยงของราคาสั้นๆ ก็เพียงพอจะทำให้สถานะถูกล้างพอร์ตได้ทันที
นักลงทุนรายย่อยคิดเป็นราว 70% ของปริมาณการซื้อขายฟิวเจอร์สคริปโตทั้งหมดในอินเดีย ขณะที่ก่อนหน้านี้ก็มีการประเมินแล้วว่า นักเทรดรายย่อยในตลาดตราสารอนุพันธ์หุ้นของประเทศ มีตัวเลขขาดทุนรวมกันต่อปีเกิน 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เสียงเตือนเกี่ยวกับ ‘ความเสี่ยงจากเลเวอเรจสูง’ ดังขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้กำกับดูแลและผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน
อีกด้านหนึ่ง เงินทุนจำนวนมากยังไหลออกนอกประเทศเพื่อหนีทั้ง ‘ภาษี’ และ ‘กรอบกำกับดูแล’ ที่ยังไม่ชัดเจน มีการประเมินว่าราว 75% ของปริมาณซื้อขายคริปโตของชาวอินเดียเกิดขึ้นบนกระดานต่างประเทศอย่าง ไบแนนซ์ และ ไบบิต แทนที่จะเป็นแพลตฟอร์มในประเทศเอง ‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่านี่เป็นสัญญาณของโครงสร้างตลาดที่บิดเบี้ยว เพราะสภาพคล่องและข้อมูลธุรกรรมสำคัญไหลออกไปอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของต่างชาติ
แม้อินเดียจะอนุญาตให้ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างถูกกฎหมาย แต่สินทรัพย์เหล่านี้ถูกจำแนกเป็นเพียง ‘สินทรัพย์ดิจิทัลเสมือน’ (Virtual Digital Asset: VDA) ไม่ใช่เงินตราตามกฎหมาย ทำให้กรอบการกำกับดูแลยังถูกมองว่า ‘ไม่ครอบคลุม’ ทั้งในมิติภาษี การคุ้มครองผู้ลงทุน และการติดตามความเสี่ยงเชิงระบบ
ท้ายที่สุด โครงสร้างตลาดคริปโตของอินเดียจึงกำลังก่อตัวขึ้นภายใต้สมการที่ไม่สมดุล ระหว่าง ‘การหลบเลี่ยงภาษี’ กับ ‘การเทรดเลเวอเรจสูงในตราสารอนุพันธ์’ ตลาดสปอตในประเทศหดตัวลง ขณะที่การพึ่งพาตลาดอนุพันธ์และกระดานเทรดต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มนี้มีโอกาสผลักดันให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งออกมาตรการใหม่ ทั้งในแง่ ‘กฎระเบียบ’ และ ‘การคุ้มครองนักลงทุน’ เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงในตลาดคริปโตลุกลามไปไกลกว่านี้
ความคิดเห็น 0