เครือข่ายบัตรรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอย่าง เจซีบี(JCB) เดินหน้าศึกษาการใช้ ‘สเตเบิลคอยน์’ สำหรับระบบชำระเงินอย่างจริงจัง เร่งปูทางสู่การปฏิวัติ ‘การชำระเงินข้ามพรมแดน’ บนบล็อกเชน
เมื่อวันที่ 14 (เวลาท้องถิ่น) เจซีบีประกาศว่าได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) ร่วมกับ เซอร์เคิล(Circle) เพื่อศึกษารูปแบบการชำระเงินต่างประเทศและธุรกรรมร้านค้าโดยใช้สเตเบิลคอยน์เป็นสื่อกลาง แนวทางความร่วมมือนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสที่อุตสาหกรรมการชำระเงินญี่ปุ่นกำลังเร่งนำ ‘การชำระเงินบนบล็อกเชน’ เข้ามาใช้ในวงกว้าง
เจซีบีและเซอร์เคิลจะเริ่มจากการทดสอบ ‘แนวคิดการพิสูจน์ใช้งาน (PoC)’ ภายในองค์กร โดยทดลองใช้สเตเบิลคอยน์ในการโอนเงินภายในเครือข่ายของเจซีบีก่อน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ด้านเทคนิค ความปลอดภัย และต้นทุน จากนั้นจึงมีแผนขยายไปสู่การโอนเงินข้ามประเทศ การเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงิน และการลดต้นทุนการโอนเงินระหว่างประเทศในลำดับถัดไป
เครื่องมือหลักของความร่วมมือนี้คือ เหรียญสเตเบิลคอยน์ชื่อดัง ‘ยูเอสดีคอยน์(USDC)’ ที่มีมูลค่าตลาดราว 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 109 ล้านล้านวอน และเป็นสเตเบิลคอยน์อันดับ 2 ของโลกในปัจจุบัน ด้วยฐานผู้ใช้ของเจซีบีกว่า 140 ล้านรายทั่วโลก และเครือข่ายร้านค้ากว่า 40 ล้านแห่ง หากการชำระเงินด้วย USDC ถูกนำมาใช้เชิงพาณิชย์จริง ผลกระทบต่อระบบชำระเงินโลกจะมีน้ำหนักไม่น้อย
นอกจากการโอนเงินภายในแล้ว ทั้งสองบริษัทยังกำลังพิจารณานำสเตเบิลคอยน์มาใช้กับการชำระเงินของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาญี่ปุ่น ครอบคลุมทั้งการชำระเงินโดยตรงที่หน้าร้าน และวิธีการที่ช่วยลดภาระการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสำหรับผู้ใช้
เจซีบีระบุว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสังคมไร้เงินสด เนื่องจากให้ความสะดวกสบายสูง ทีมผู้บริหารอธิบายเพิ่มเติมว่าการใช้สเตเบิลคอยน์สามารถช่วยลดภาระด้านการแลกเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินและการกระทบยอด รวมถึงช่วยให้ร้านค้ามี ‘กระแสเงินสด’ ที่คล่องตัวขึ้นจากการรับเงินที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำลง
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ นิเสี่ยงเคอิ ชิมบุน (Nikkei) ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นนิยมใช้บัตรเครดิตเป็นหลัก แต่ติดข้อจำกัดด้านวงเงินและเพดานการใช้จ่าย ทำให้การใช้จ่ายบางส่วนไม่สะดวก สเตเบิลคอยน์จึงถูกมองว่าเป็น ‘ทางเลือกใหม่’ ที่ช่วยเติมเต็มข้อจำกัดของระบบบัตรเครดิตดั้งเดิม
ทิศทางนี้สอดคล้องกับกระแสการทดลองใช้สเตเบิลคอยน์ที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วญี่ปุ่น หลังรัฐบาลผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมา เซอร์เคิลก่อนหน้านี้ก็เพิ่งประกาศความร่วมมือกับบริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่ โนมูระ เพื่อเดินหน้าสร้างระบบชำระเงินฟอเร็กซ์ด้วย USDC โดยตั้งเป้าใช้งานจริงภายในปี 2027
ในภาคค้าปลีก ญี่ปุ่นเองก็เริ่มมีตัวอย่างชัดเจน ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ ‘ลอว์สัน’ เตรียมเริ่มทดลองระบบชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ในเดือนสิงหาคมนี้ ที่สาขา ‘ลอว์สัน ทากานาวะ เกตเวย์ ซิตี้’ ในกรุงโตเกียว โดยร่วมมือกับเคดีดีไอ(KDDI) และ แฮชพอร์ต(HashPort) ทดสอบระบบจ่ายเงินด้วยเหรียญสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับเงินเยน ‘เจพีวายซี(JPYC)’ ผ่านโครงการนำร่อง
ความร่วมมือระหว่าง เจซีบี และ เซอร์เคิล จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน จากระบบที่ขับเคลื่อนด้วย ‘บัตร’ ไปสู่เครือข่ายที่ขับเคลื่อนบน ‘บล็อกเชน’ โดยตรง โดยเฉพาะในมิติ ‘การชำระเงินข้ามพรมแดน’ ซึ่งปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน หากสเตเบิลคอยน์อย่าง USDC สามารถลดทั้งค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการโอนได้จริง โอกาสที่จะถูกนำไปใช้ในระดับโลกย่อมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ท้ายที่สุดแล้ว การที่ ‘สเตเบิลคอยน์’ จะก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องมือชำระเงินในชีวิตประจำวันได้จริงหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับ ‘ประสบการณ์ผู้ใช้’ และ ‘กรอบกำกับดูแล’ เป็นหลัก "ความคิดเห็น" ตลาดที่มีฐานกฎหมายและกติกาที่ชัดเจนอย่างญี่ปุ่น อาจเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นว่า การนำสเตเบิลคอยน์มาใช้ในระบบการชำระเงินจริงสามารถเดินหน้าได้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ และอาจเร่งให้การชำระเงินข้ามพรมแดนแบบดั้งเดิมต้องเร่งปรับตัวตามให้ทัน
ความคิดเห็น 0