การแข่งขันในตลาดมีมคอยน์บนโซลานา(SOL) กำลังขยายจากเรื่อง 'ความเร็วในการออกโทเคน' ไปสู่ฟีเจอร์โซเชียลที่ดึงผู้เทรดให้อยู่กับแพลตฟอร์มนานขึ้น Pump.fun(PUMP) เลือกผสานตัวส่งโทเคนเข้ากับคอมมูนิตี้ภายในแพลตฟอร์มของตัวเอง ขณะที่ Fomo ชูจุดขายด้าน 'โซเชียลเทรดดิง' ที่ให้ผู้ใช้เห็นการซื้อขายของคนอื่นแบบเรียลไทม์
Fomo เปิดเผยผ่านบล็อกทางการว่าระดมทุนรอบซีรีส์บีได้ 75 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมระบุตัวเลขผู้ใช้งานมากกว่า 625,000 คน ยอดเทรดสะสมกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ และการมีปฏิสัมพันธ์เชิงโซเชียลมากกว่า 110 ล้านครั้ง
ในจำนวนนี้ มีผู้ใช้ที่ซื้อคริปโตครั้งแรกผ่าน Apple Pay มากกว่า 68,000 คน คิดเป็นมูลค่ารวม 25 ล้านดอลลาร์ การรวมระบบชำระเงินง่าย ๆ เข้ากับฟีดโซเชียลไว้ในแอปเดียว ช่วยลดขั้นตอนเข้าสู่ตลาดสำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการเทรดคริปโต
Apple App Store จัดหมวด Fomo เป็นแอปโซเชียลเทรดดิงที่ให้ผู้ใช้ติดตามการซื้อขายของเพื่อนและผู้เทรดอันดับต้น ๆ แบบเรียลไทม์ รองรับเครือข่ายโซลานา, เบส(Base), บีเอ็นบีเชน(BNB Chain) และ Monad ปัจจุบันมีคะแนนรีวิว 4.7 จากรีวิวทั้งหมด 4,200 รายการ
โซเชียลเทรดดิงคือบริการที่ให้ผู้ใช้ดูประวัติและผลงานการเทรดของคนอื่น หรือแม้แต่ 'คัดลอกคำสั่งซื้อขาย' ตามได้ ข้อดีคือรวมการค้นหาข้อมูลกับการส่งคำสั่งไว้ในหน้าจอเดียว แต่ถ้าตามผู้เทรดคนใดคนหนึ่งแบบไม่ไตร่ตรอง ความเสี่ยงจากการขาดทุนก็ขยายตามไปด้วยเช่นกัน
ฝั่ง Pump.fun เองก็ขยายฟีเจอร์เพื่อรั้งผู้ใช้ไว้หลังจากออกโทเคนแล้วเช่นกัน หน้าบริการทางการมีเมนู Callouts, Live, Competition และ Terminal ให้ผู้ใช้สร้างและเทรดโทเคนได้ในที่เดียว
Callouts เป็นฟีเจอร์ให้ผู้ใช้โพสต์ไอเดียการเทรดแล้วเปรียบเทียบผลงานกัน มีลีดเดอร์บอร์ดจัดอันดับตามผลงานล่าสุด ผนวกกับระบบติดตามแบบเรียลไทม์ ทำให้การเทรดและปฏิกิริยาทางสังคมเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน
ฟีเจอร์คอมมูนิตี้ของ Pump.fun เชื่อมบัญชี X และเงื่อนไขการถือโทเคนเข้ากับการโพสต์และการเทรด เมื่อบวกกับฟีเจอร์ Live และห้องสนทนาด้วยเสียง บทบาทของ Pump.fun จึงขยายจาก 'แพลตฟอร์มออกโทเคน' ธรรมดา ไปเป็นคอมมูนิตี้ของผู้เทรดเต็มรูปแบบ
DefiLlama เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) ว่ารายได้เปิดเผยของ Pump.fun อยู่ที่ 1.42 ล้านดอลลาร์ในรอบ 24 ชั่วโมงล่าสุด, 8.64 ล้านดอลลาร์ในรอบ 7 วัน และ 30.86 ล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วัน ขณะที่ Fomo ทำรายได้ 1.79 ล้านดอลลาร์ในรอบ 7 วัน, 6.07 ล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วัน และ 25.28 ล้านดอลลาร์เมื่อคำนวณเป็นรายปี
เมื่อดูตัวเลขรายได้แบบเปิดเผยล้วน ๆ Pump.fun ยังนำอยู่ อย่างไรก็ตาม รายได้ของ Fomo รวมรายได้จากการแลกเปลี่ยนสปอตและค่าธรรมเนียมแบบ builder code ของไฮเปอร์ลิควิด(HYPE) เข้าไปด้วย ส่วน Pump.fun มาจากบอนดิงเคิร์ฟและบริการเทรดของตัวเอง ทำให้ตัวเลขทั้งสองฝั่งไม่สามารถตีความเป็นส่วนแบ่งตลาดบนมาตรฐานเดียวกันได้ทั้งหมด
Pump.fun ระบุในหน้าโทเคนทางการว่านำรายได้ 50% ไปใช้ซื้อคืนและเผาโทเคน โดยรายได้เมื่อคำนวณเป็นรายปีอยู่ที่ 349.1 ล้านดอลลาร์ ยอดซื้อคืนสะสม 414.62 ล้านดอลลาร์ และยอดซื้อคืน-เผาต่อวันอยู่ที่ 551,600 ดอลลาร์
Fomo ไล่ตามด้วยการรวมคัดลอกคำสั่งเทรด ฟีดโซเชียล การเทรดข้ามหลายเชน และการจ่ายเงินผ่าน Apple Pay ไว้ในแอปเดียว หาก Pump.fun เชื่อมทุกอย่างตั้งแต่การออกโทเคนไปจนถึงการมีส่วนร่วมในคอมมูนิตี้ไว้ในแพลตฟอร์มของตัวเอง Fomo ก็เลือกโฟกัสที่การรวมโอกาสเทรดจากหลายเครือข่ายมาไว้ในฟีดที่เน้น 'ตัวบุคคล' เป็นศูนย์กลาง
ถึงอย่างนั้น ผลกำไรของผู้เทรดเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอจะตัดสินความมั่นคงของแพลตฟอร์ม CoinGecko วิเคราะห์ว่าสัดส่วนผู้เทรดที่ปิดสถานะแล้วได้กำไรบน Pump.fun เพิ่มขึ้นจาก 56.8% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เป็น 70.0% ในเดือนมีนาคม และ 73.3% ในเดือนเมษายน แต่สถิตินี้นับเฉพาะกำไร-ขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงจากการปิดสถานะเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมผลขาดทุนของสถานะที่ยังไม่ขาย รวมถึงความเป็นไปได้เรื่องบอทหรือการเทรดวอชเทรด
การแข่งขันของสองแพลตฟอร์มนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ 'ใครออกโทเคนได้มากกว่ากัน' แต่ขยายไปถึงคำถามว่าผู้เทรดจะเชื่อข้อมูลจากใคร และเลือกเทรดซ้ำที่ไหน ปัจจุบัน Pump.fun ยังนำในแง่รายได้ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ส่วนกระแสเติบโตของ Fomo จะแปลงเป็นการอยู่ต่อของผู้ใช้และการเทรดซ้ำจริงหรือไม่นั้น ยังต้องติดตามตัวเลขรายได้และการใช้งานในระยะต่อไปประกอบกัน
ความคิดเห็น 0