บิตคอยน์(BTC) ติดอยู่ระหว่างราคาที่เกิดขึ้นจริงเฉลี่ย (median realized price) ที่ 63,000 ดอลลาร์ กับต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้นที่ 68,700 ดอลลาร์ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดสปอตชะลอตัวลง จากการวิเคราะห์ข้อมูลออนเชนล่าสุด แรงขายบางส่วนเริ่มอ่อนลง แต่สัญญาณดีมานด์ที่แท้จริงที่จะมารองรับยังไม่ชัดเจน
กลาสโหนด (Glassnode) เปิดเผยในรายงานชื่อ 'Trigger Happy' เมื่อวันที่ 12 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ปริมาณการซื้อขายบิตคอยน์ในตลาดสปอตลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2019 โดยราคาบิตคอยน์ในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 63,000 ถึง 68,700 ดอลลาร์ ซึ่งรายงานระบุว่าเป็นช่วง 'การบีบตัวในช่วงปลายตลาดหมี' (late bear market compression)
รายงานยังชี้ว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคมชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% และตลาดหุ้นยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่บิตคอยน์กลับไม่ตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญ การที่ราคาไม่ขยับแม้อยู่ในสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย ถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของดีมานด์ที่อ่อนแอ
เกณฑ์สำคัญที่ใช้อ้างอิงคือ 'ต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้น' (short-term holder cost basis) ซึ่งใกล้เคียงกับราคาต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนที่เพิ่งเข้าตลาดในช่วงหลัง หากบิตคอยน์หลุดต่ำกว่าระดับนี้ ผู้ซื้อรายล่าสุดจะตกอยู่ในสถานะขาดทุน และอาจสร้างแรงขายมากขึ้นเมื่อราคาดีดตัวกลับ กลาสโหนดระบุว่า หากบิตคอยน์จะกลับขึ้นไปยืนเหนือ 68,700 ดอลลาร์ได้ ต้องเห็นทั้งปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นและกระแสเงินไหลเข้าสุทธิของ ETF ที่ฟื้นตัวควบคู่กันไป
แรงขายในตลาดคลี่คลายลงบางส่วน สัดส่วนอุปทานที่อยู่ในสถานะกำไรเข้าใกล้ระดับที่เคยเห็นในจุดต่ำสุดของตลาดหมีรอบก่อน ขณะที่ดัชนีความอ่อนล้าของฝั่งขาย (seller fatigue) แตะระดับต่ำสุดของรอบนี้แล้ว ด้าน SOPR ที่ปรับค่าแล้ว (adjusted SOPR) ถูกปฏิเสธที่แนวจุดคุ้มทุนถึง 9 ครั้ง โดย SOPR เป็นดัชนีที่เปรียบเทียบราคาที่เหรียญถูกขายกับราคาที่ได้มา เพื่อดูว่าผู้เล่นในตลาดโดยเฉลี่ยกำลังทำกำไรหรือขาดทุน
ในทางกลับกัน สัญญาณฝั่งซื้อยังคงอ่อนแอ กลาสโหนดวิเคราะห์ว่า กระแสเงินไหลเข้าสุทธิของ ETF ยังมีขนาดเล็ก และเหรียญยังคงไหลเข้าสู่กระดานเทรดต่อเนื่อง ซึ่งการไหลเข้ากระดานเทรดสามารถตีความได้ว่าเป็นปริมาณที่พร้อมขายกำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดซื้อขาย สอดคล้องกับการวิเคราะห์ที่ระบุว่าต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้นทำหน้าที่เหมือนเส้นแบ่งเขตของตลาด ซึ่งหมายความว่าในสมุดดีมานด์ที่บางลง แม้อุปทานเพียงเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาได้
ตลาดอนุพันธ์เคลื่อนไหวต่างจากตลาดสปอตอย่างชัดเจน กลาสโหนดระบุว่า ในสถานการณ์ที่การซื้อขายสปอตเบาบางลง หากโพซิชันที่ใช้เลเวอเรจขยายตัวและยอดสัญญาคงค้าง (open interest) อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขาย ความผันผวนของราคาก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้
แนวรับด้านล่างที่รายงานระบุไว้อยู่ที่ 58,500 ดอลลาร์ กลาสโหนดระบุว่า หากบิตคอยน์กลับขึ้นไปยืนเหนือ 68,700 ดอลลาร์ได้พร้อมกับปริมาณการซื้อขายและกระแสเงินไหลเข้า ETF ที่เพิ่มขึ้น จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่หากหลุดแนว 58,500 ดอลลาร์ ราคาก็อาจร่วงเร็วขึ้น เนื่องจากออเดอร์ฝั่งซื้อที่บางและโพซิชัน Long ที่กระจุกตัวอยู่มาก
การวิเคราะห์ครั้งนี้ไม่ได้ฟันธงทิศทางราคาบิตคอยน์ สิ่งที่ยืนยันได้ในตอนนี้คือ แรงขายในตลาดเริ่มชะลอตัวลง แต่ดีมานด์ในตลาดสปอตและกระแสเงินไหลเข้าของ ETF ยังไม่ปรากฏชัดเจนเพียงพอ
แนวทางการคำนวณต้นทุนออนเชนของกลาสโหนด คือการเปรียบเทียบราคาบิตคอยน์กับราคาต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือแต่ละกลุ่ม เพื่อประเมินช่วงกำไร-ขาดทุนของผู้เล่นในตลาด โดยรายงานฉบับนี้ใช้ต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้น ปริมาณการซื้อขายในตลาดสปอต และกระแสเงินไหลเข้าสุทธิของ ETF เป็นตัวชี้วัดหลักที่ต้องจับตา
ความคิดเห็น 0