เอสเคชิปปิ้ง(SK Shipping) เดินหน้าปรับโครงสร้างกองเรือ ด้วยการรับมอบเรือขนส่ง LNG 16 ลำจากเอชไลน์ชิปปิ้ง(H-Line Shipping) พร้อมลดสัดส่วนเรือบรรทุกน้ำมัน(แทงเกอร์) และหันไปเน้นธุรกิจเรือขนส่งก๊าซเป็นหลัก หากดีลนี้เสร็จสมบูรณ์ กองเรือ LNG ของเอสเคชิปปิ้งจะเพิ่มขึ้นเป็น 32 ลำ
ดีลครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนเรือและสัญญาระยะยาวระหว่างเอสเคชิปปิ้งและเอชไลน์ชิปปิ้ง ซึ่งทั้งสองบริษัทอยู่ภายใต้ฮันแอนด์คอมพานี(Hahn & Company) โดยเอสเคชิปปิ้งเตรียมโอนเรือแทงเกอร์รวม 12 ลำให้เอชไลน์ชิปปิ้ง แบ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ(VLCC) 11 ลำ และเรือขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมัน(product carrier) อีก 1 ลำ ส่วนเอชไลน์ชิปปิ้งจะโอนเรือขนส่ง LNG 16 ลำให้เอสเคชิปปิ้งเป็นการตอบแทน
เว็บไซต์ oilprice.com รายงานว่าเอชไลน์ชิปปิ้งจะได้รับเรือแทงเกอร์ 12 ลำพร้อมสัญญาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเงินสดอีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 425,100 ล้านวอน) หากดีลเสร็จสมบูรณ์ เอสเคชิปปิ้งจะมีเรือขนส่ง LNG ในมือ 32 ลำ และเรือขนส่ง LPG อีก 14 ลำ ขณะที่เอชไลน์ชิปปิ้งจะปรับโครงสร้างธุรกิจไปเน้นเรือแทงเกอร์และเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกอง(bulk)เป็นหลัก
สื่อเฉพาะทางด้านการเดินเรือของเกาหลีใต้รายงานว่า ขีดความสามารถขนส่ง LNG ของเอสเคชิปปิ้งจะขยายจาก 16 ลำ ปริมาตรรวม 3.16 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 32 ลำ ปริมาตรรวม 5.95 ล้านลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการของอุตสาหกรรม ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันอย่างเป็นทางการ
ตัวเลขนี้ยังแตกต่างจากข้อมูลปัจจุบันในเอกสารทางการของแต่ละบริษัทด้วย หน้าเว็บแนะนำธุรกิจ LNG ของเอสเคชิปปิ้งระบุว่าปัจจุบันมีกองเรือ LNG ที่บริษัทควบคุมอยู่ 12 ลำ ขณะที่เว็บไซต์ภาษาเกาหลีของเอชไลน์ชิปปิ้งระบุว่ามีเรือที่ให้บริการอยู่ 16 ลำ และมีแผนรับมอบเพิ่มอีก 1 ลำ
ส่วนหน้าเว็บภาษาอังกฤษของเอชไลน์ชิปปิ้งในหมวด LNG กลับระบุตัวเลขต่างออกไป คือมีเรือให้บริการอยู่ 10 ลำ และอยู่ระหว่างต่อเรือเพิ่มอีก 13 ลำ เมื่อแต่ละหน้าใช้เกณฑ์นับที่ต่างกัน การนำตัวเลขมารวมกันแบบง่ายๆ จึงยังไม่สามารถชี้ชัดขนาดกองเรือที่แท้จริงในปัจจุบันได้
แก่นแท้ของการปรับโครงสร้างครั้งนี้อยู่ที่โครงสร้างสัญญามากกว่าจำนวนเรือ เพราะทั้งสองบริษัทไม่ได้โอนแค่ตัวเรือ แต่กำลังผลักดันให้โอนสัญญาขนส่งระยะยาวและเงินกู้เพื่อการต่อเรือ(ship financing) ที่ผูกติดกับเรือแต่ละลำไปพร้อมกันด้วย
เอสเคชิปปิ้งจะลดสัดส่วนธุรกิจเรือแทงเกอร์ลง แล้วหันไปโฟกัสที่เรือขนส่งก๊าซทั้ง LNG และ LPG เป็นหลัก ส่วนเอชไลน์ชิปปิ้งจะลดสัดส่วนเรือ LNG ลง แล้วปรับโครงสร้างธุรกิจให้เน้นเรือแทงเกอร์และเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกองแทน
ฝั่งการประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินยังมีความเห็นแตกต่างกัน สำนักข่าวไฟแนนเชียลนิวส์(Financial News) ของเกาหลีใต้รายงานว่า ไนซ์อินเวสเตอร์สเซอร์วิส(NICE Investors Service) ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มองว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดจากสัญญาขนส่งระยะยาว แต่ในขณะเดียวกันก็ชี้ว่าภาระหนี้จากการรับมอบเรือ LNG และความเป็นไปได้ที่ตัวชี้วัดทางการเงินระยะสั้นจะแย่ลง เป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา
สำนักข่าวเดียวกันรายงานด้วยว่า อัตรากำไรจากการดำเนินงาน(operating margin) ของธุรกิจเรือขนส่งก๊าซของเอสเคชิปปิ้งอยู่ที่ 50.1% ในไตรมาส 1 ปี 2026 พร้อมประเมินว่าหากธุรกิจเรือขนส่งก๊าซที่พึ่งพาสัญญาระยะยาวเหลือเป็นแกนหลักของบริษัท ความมั่นคงของรายได้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
คำเรียกจากสื่อต่างประเทศที่ระบุว่าเอสเคชิปปิ้งจะกลายเป็น 'ผู้ให้บริการเรือขนส่ง LNG รายใหญ่ที่สุดในเอเชีย' นั้น ยังไม่สามารถใช้อ้างอิงได้โดยตรง เพราะข้อมูลอันดับผู้ให้บริการเรือ LNG ที่เปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่า เอ็มโอแอลแอลเอ็นจีทรานสปอร์ต(MOL LNG Transport) มีเรือ 107 ลำ, เชลล์(Shell) 65 ลำ, เอ็นวายเค(NYK) 60 ลำ, เคไลน์(K Line) 50 ลำ และมิซัค(MISC) 36 ลำ
แม้เอสเคชิปปิ้งจะขยับเป็นกองเรือ 32 ลำได้จริง ตัวเลขนี้ก็ยังไม่เทียบเท่ากับผู้เล่นในอันดับต้นๆ ของตารางนี้โดยตรง จึงยังต้องตรวจสอบต่อไปว่าบริษัทใช้เกณฑ์แบบใดในการอ้างว่าตัวเองเป็น 'รายใหญ่ที่สุดในเอเชีย'
เบื้องหลังของการปรับโครงสร้างครั้งนี้เกี่ยวข้องกับทั้งความต้องการ LNG ที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ทางทะเล เชลล์(Shell) ระบุในรายงานแนวโน้ม LNG ของบริษัทว่า ปริมาณการซื้อขาย LNG ทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่ 422 ล้านตัน และมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นราว 700 ล้านตันต่อปีภายในปี 2050
รายงานฉบับเดียวกันของเชลล์ยังระบุด้วยว่า ปัญหาการเดินเรือติดขัดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ(Strait of Hormuz) เคยทำให้ปริมาณการส่งออก LNG ทั่วโลกในรอบเดือนหยุดชะงักไปราว 1 ใน 5 ก่อนหน้านี้ โทเคนโพสต์เคยรายงานการเพิ่มขึ้นของการขนถ่าย LNG ที่ท่าเรือราสลาฟฟาน(Ras Laffan) ของกาตาร์ และปัจจัยเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซไว้ก่อนหน้านี้
ความติดขัดของโลจิสติกส์พลังงานทางทะเลไม่ได้ส่งผลแค่ราคาน้ำมันดิบและ LNG เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อและบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างกองเรือครั้งนี้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างธุรกิจขนส่งที่อิงสัญญาระยะยาว มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่กระทบราคาตลาดในระยะสั้น
ดีลระหว่างเอสเคชิปปิ้งและเอชไลน์ชิปปิ้งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนผลักดันเท่านั้น สื่อในเกาหลีใต้รายงานว่าดีลนี้ยังต้องผ่านกระบวนการขอความยินยอมจากผู้เช่าเรือ(charterer) และกลุ่มผู้ให้กู้เพื่อการต่อเรือ(ship financing) ก่อน โดยทั้งสองบริษัทตั้งเป้าปิดดีลให้แล้วเสร็จภายในปีนี้
ความคิดเห็น 0